Friday, December 15, 2006

แนวโน้มการตลาด ปี2550

พลาด​ไม่​ได้​ ! ​เทรนด์การตลาดล่าสุดที่​จะ​มา​เขย่า​ ​และ​สร้าง​ความ​แปลก​ใหม่​ให้​วงการ​ใน​ปีหน้า
​เมื่อพฤติกรรม​ผู้​บริ​โภคเปลี่ยน​ ​ทุกค่าย​ต้อง​เตรียม​ความ​พร้อม​ ​ปรับกระบวนตั้งรับด่วน​ ​หาก​ต้อง​การ​อยู่​รอด​ใน​ตลาดอย่างสบายใจ​ ​ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นทุกวัน
​อินเทอร์​เน็ต​-​สาวทำ​งาน​-​ตลาดเอเชีย​-​มัลติมี​เดีย​ ​คือ​ส่วน​หนึ่ง​ใน​ 10 ​ปัจจัยขับเคลื่อนโลกการตลาดยุค​ใหม่​ที่​จะ​พาธุรกิจเติบโตไป​ได้​อย่าง​ไม่​น่า​เชื่อ​


​ใกล้​ถึง​สิ้นปี​ 2549 ​เข้า​ไปทุกที​ ​ตอนนี้สิ่งที่นักการตลาดมองเห็น​เป็น​การมองไปข้างหน้าว่าปีหน้าฟ้า​ใหม่​ 2550 ​จะ​มีสิ่ง​ใด​ที่​เข้า​มาสร้าง​ความ​แปลก​ใหม่​ให้​กับ​วงการตลาดโลก​ได้​บ้าง

​วันนี้​ได้​รวบรวมเอา​ 10 ​แนวโน้มทางการตลาดโลกที่น่า​จะ​เป็น​เทรนด์ของปีหน้ามา​ให้​ศึกษา​กัน
​เพราะ​ผู้​ประกอบการทุกรายคง​ต้อง​เตรียมการปรับแผนงาน​ ​กลยุทธ์ทางการตลาด​ใหม่​เพื่อ​ให้​ดำ​เนินกิจการ​อยู่​รอด​ได้​ต่อไปอย่าง​ไม่​กังวลมากนัก

​เทรนด์​แรก​ ​เป็น​เทรนด์​ใน​มุมมองของลูกค้า​และ​ผู้​บริ​โภค​ซึ่ง​พบว่านักการตลาด​ส่วน​ใหญ่​เชื่อ​กัน​ว่า​ใน​ปีหน้าหาก​ต้อง​การ​เข้า​ถึง​ลูกค้ากลุ่ม​ใหม่ๆ​ได้​มากขึ้น​ ​ผู้​ประกอบการควรหันไป​ให้​ความ​สนใจ​ใน​การเสริมงบประมาณทางด้านของมี​เดียออนไลน์มากขึ้น​ ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่งการโฆษณาบนเครือข่ายอินเทอร์​เน็ตที่นับวัน​จะ​เพิ่มบทบาท​และ​ความ​สำ​คัญ​ใน​ฐานะของแหล่งมี​เดียหลักที่สร้าง​เป็น​ช่องทาง​ใน​การ​ความ​บันเทิงของกลุ่มคนหนุ่มสาว​ ​และ​นักเรียนนักศึกษามากขึ้น

​สินค้าที่มีการจำ​หน่าย​ได้​ดีผ่านสื่อสารยุคอินเทอร์​เน็ตมีตั้งแต่​เสื้อผ้า​ ​อาหารจานด่วน​ ​ไปจน​ถึง​แพ็กเกจเดินทาง​ ​ตั๋วเครื่องบิน​ ​การประ​กัน​สุขภาพ​ ​และ​เฟอร์นิ​เจอร์ตกแต่งบ้านที่ถือ​ได้​ว่า​เป็น​สินค้าสุดฮอตบนอินเทอร์​เน็ตเกือบ​ 80% ​ของการการซื้อหา​และ​จับจ่ายเงิน

​เทรนด์ที่สอง​ ​คือ​ ​บทบาทของสาวทำ​งาน​ใน​แวดวงตลาดโลก​จะ​เพิ่มขึ้น​ ​เนื่อง​จาก​อำ​นาจซื้อของคนกลุ่มนี้ที่มีมากขึ้น​ ​ทำ​ให้​สัด​ส่วน​ของกลุ่มลูกค้า​เพิ่มขึ้น​ ​ใน​ขณะที่​แนวคิด​ ​การดำ​เนินชีวิต​และ​พฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มนี้มี​ความ​เป็น​เอกลักษณ์ของตนเองพอสมควร​ ​ซึ่ง​ทำ​ให้​นักการตลาด​ต้อง​ทำ​ความ​เข้า​ใจ​และ​ศึกษา​ให้​ดี​เพื่อ​จะ​ได้​ไม่​หลงทางไปเสียก่อน

​ช่องทางการตลาดที่คาดว่า​จะ​สามารถ​เข้า​ถึง​ลูกค้า​ใน​กลุ่มนี้​ได้​ดี​ ​คือ​ ​ส่วน​ผสมของการโฆษณาผ่านรายการโทรทัศน์​ ​วิทยุ​ ​หนังสือพิมพ์​ ​และ​ไดเร็กเมล

​เทรนด์ที่สาม​ ​คือ​ ​การเติบโตอย่างรวด​เร็ว​และ​ต่อ​เนื่อง​ของตลาด​ใน​ย่านเอเชีย​ ​ซึ่ง​พบว่าอัตราการเติบโตของประชากร​ยัง​อยู่​ใน​สัด​ส่วน​สูงที่สุดของประชากรที่​เป็น​ลูกค้าที่​เป็น​ไป​ได้​สำ​หรับนักการตลาด​ ​ดัง​นั้น​ ​นักการตลาด​ส่วน​ใหญ่​จึง​ยัง​วางเป้าหมายหลักทางการตลาด​อยู่​ที่กลุ่มลูกค้า​ใน​ย่านเอเชียต่อไปอย่างเหนียวแน่น​ ​แถมกลุ่มเหล่านี้​ยัง​มี​ความ​สามารถ​ใน​การซื้อสูงกว่ามาตรฐานเฉลี่ย​ทั่ว​ไป​ ​พิจารณา​จาก​ระดับราย​ได้​และ​ระดับการศึกษาที่​จะ​ส่งผลต่ออาชีพ​และ​หน้าที่การงาน​ด้วย​ (อ่านล้อมกรอบ​ ​จีน​-​อินเดีย​ 2 ​ตลาดเอเชียที่​ใครๆ​สนใจ)

​เทรนด์ที่สี่​ ​คือ​ ​กลยุทธ์การตลาดแบบปากต่อปาก​ ​หรือ​ Word-Of-Mouth ​และ​ Buzz Marketing ​ยัง​คง​เป็น​กลยุทธ์ทางการตลาดที่​ได้​ผลดี​ ​โดย​เฉพาะ​ใน​กลุ่มของลูกค้าที่​เป็น​ผู้​หญิง​ส่วน​ใหญ่​ ​ทั้ง​นี้​เพราะ​ผู้​หญิงนิยมแลกเปลี่ยนประสบการณ์​ใน​การดำ​เนินชีวิต​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​ทางดี​เป็น​บวก​หรือ​ทางที่​เป็น​ลบ​ ​และ​อด​ไม่​ได้​ที่​จะ​แนะนำ​หรือ​โอ้อวดสินค้า​หรือ​บริการดีๆ​ ​ที่ตน​ได้​ไว้​ใน​ครอบครอง

​นอก​จาก​นั้น​ ​คนที่มีงานทำ​จะ​มีการติดต่อ​ ​สนทนา​ ​ปฏิสันถาร​กับ​ผู้​คนมากมาย​ใน​แต่ละวัน​ ​เรื่องราวของการซื้อ​และ​ใช้​สินค้า​จึง​กลาย​เป็น​หนึ่ง​ใน​หัวข้อของการสนทนาที่มี​เรื่องมา​ให้​เล่า​กัน​ได้​ไม่​ซ้ำ​เรื่อง​ใน​แต่ละวัน​และ​ยิ่งคนที่มีราย​ได้​ปานกลางไป​ถึง​ราย​ได้​สูง​แล้ว​ ​ยิ่งมี​แนวโน้มว่า​จะ​มี​เรื่องสนทนา​เกี่ยว​กับ​สินค้ามากกว่ากลุ่มที่มีราย​ได้​ต่ำ​ (อ่านล้อมกรอบ​ BUZZ ​เทคนิคที่​ใครต่อใครเริ่มสนใจ​ )

​เทรนด์ที่ห้า​ ​เรื่อง​ใหม่​ใน​เหล้า​เก่าที่​เป็น​สื่อแบบดั้งเดิมทางการตลาด​นั้น​ ​มี​ความ​เชื่อว่า​ใน​ปีหน้ากลุ่มลูกค้าที่​เป็น​คนหนุ่มสาว​จะ​ลด​ความ​สนใจ​ใน​งานโฆษณาที่​เป็น​สิ่งพิมพ์ลงไปอีก​ ​เพราะ​มีช่องทางการแสวงหาข่าวสาร​ใหม่ๆ​ที่ดีกว่า​ ​หากนักการตลาด​ยัง​ต้อง​การ​จะ​ใช้​สื่อดั้งเดิมดังกล่าว​จะ​ต้อง​พิจารณา​ให้​ดี​และ​รอบคอบเพื่อมิ​ให้​เงินงบประมาณที่ลงทุนไปจำ​นวนมากมาย​ได้​ประสบผลสัมฤทธิ์

​เทรนด์ที่หก​ ​การ​ใช้​สื่อหลายอย่างพร้อมๆ​กัน​มี​แนวโน้มที่​จะ​มากขึ้น​ ​การ​ให้​ความ​สำ​คัญ​กับ​สื่อเพียงอย่าง​ใด​อย่างหนึ่ง​ ​อาจ​ไม่​ประสบผล​ใน​การส่งเสริมการตลาด​เท่า​ที่ควร​ ​สื่อสารที่มี​จะ​นำ​ไป​ใช้​ควบคู่​กับ​การ​ใช้​เซิร์ชเอ็นจิ้นบนโลกอินเทอร์​เน็ตก็คือ​ ​การชมรายการโฆษณาทางทีวีบ้าง​เป็น​ครั้งคราว​ ​และ​ส่วน​หนึ่งของคนที่ชอบฟังวิทยุ​จะ​สนใจอ่านหนังสือพิมพ์​เพื่อเพิ่มเติมข่าวสาร​ให้​ครบถ้วน​ ​และ​ไม่​ตกหล่น

​การที่ลูกค้า​ใช้​สื่อสารมี​เดียหลายๆ​ทางพร้อม​กัน​นี้​ ​ทำ​ให้​นักการตลาด​ต้อง​จับปลาสองมือ​ ​ไม่​มุ่งไปที่สื่อทาง​ใด​ทางหนึ่งมากเกินไป​ (อ่านล้อมกรอบ​ ​เทคโนโลยีมัลติมี​เดียเปลี่ยนโลกโฆษณา)

​เทรนด์ที่​เจ็ด​ ​โฉมหน้า​ใหม่​ของงานการตลาดทางหนังสือพิมพ์​ใน​ปีหน้า​ ​เพราะ​หนังสือพิมพ์​ใน​วันนี้ทำ​แต่งานกระดาษ​และ​ไม่​มีหน้าร้านบนออนไลน์​แทบ​จะ​ไม่​ได้​แล้ว​ ​จะ​ต้อง​มีหนังสือพิมพ์ออนไลน์​เกิดขึ้นควบคู่​กัน​ ​เพื่อเก็บราย​ได้​จาก​คนที่​เข้า​ชมข้อมูล​และ​ข่าวทางตลาดออนไลน์​ด้วย​ ​ยิ่งกว่า​นั้น​ ​ลูกค้าจำ​นวน​ไม่​น้อย​ได้​ทิ้งวิธีการอ่านข่าวสารทางกระดาษไป​แล้ว​ ​และ​ใช้​การ​เข้า​ไปอ่านหัวข้อข่าวทางตลาดออนไลน์​ใน​หัวข้อ​ ”​ฮอตไลน์นิวส์​” ​แทน​ ​ไม่​น้อยกว่า​ 2-15% ​แล้ว

​เทรนด์ที่​แปด​ ​การส่งเสริมการตลาด​ด้วย​การจัดประชุม​ ​สัมมนา​ ​และ​งานกิจกรรมทางสังคมที่รวมมวลชน​ใน​ชุมชน​ ​มี​แนวโน้มที่​จะ​ได้​รับการเรียกขาน​ให้​นำ​ไป​ใช้​ใน​ทางการตลาดมากขึ้น​ ​เพราะ​ปัจจุบันการเดินทางเพื่อธุรกิจ​ ​โดย​เฉพาะการร่วมงานแสดงสินค้า​ ​เอ็กซิบิชั่น​ ​หรือ​คอนเฟอเรนซ์​ ​นับวัน​จะ​กลาย​เป็น​เรื่องธรรมดา​ใน​แวดวงการตลาดอีกอย่างหนึ่ง

​นอกเหนือไป​จาก​นั้น​ ​การจัดงาน​ใน​รูปแบบ​ใหม่​ ​เช่น​ ​ออนไลน์​ ​เวิร์กชอป​ ​หรือ​การทำ​ e-meeting ​ที่​ไม่​จำ​เป็น​ต้อง​มีการเดินทางไป​ยัง​ประ​เทศที่​เกี่ยวข้องก็นิยมนำ​ไป​ใช้​ใน​การทำ​กิจกรรมการส่งเสริมการตลาดของกิจการค้าระหว่างบี​-​ทู​-​บี​ (B2B : Business to Business) ​หรือ​ระหว่างภาคธุรกิจ​กับ​ภาคธุรกิจ​ด้วย​กัน​ที่​ไม่​ใช่​กลุ่มครัวเรือน​ ​ซึ่ง​จาก​การประ​เมินผลของการดำ​เนินกิจกรรมทางการตลาดสมัย​ใหม่​นี้​ ​พบว่า​ให้​ผลลัพธ์ทางการตลาด​และ​ได้​รับการตอบรับ​จาก​ลูกค้า​ได้​ดี​ไม่​แพ้​กัน​ที​เดียว​ ​แถม​ยัง​ประหยัดเงินค่า​ใช้​จ่าย​ใน​การเดินทางไปพบปะ​กัน​จริงๆ​ ​ด้วย

​เทรนด์ที่​เก้า​ ​การจัดทำ​แบบสำ​รวจ​และ​วิจัยทางการตลาดทางออนไลน์​เป็น​อีกแนวโน้มหนึ่งที่ทำ​ท่าว่า​จะ​ขยายวงกว้างขึ้น​ใน​ปี​ 2550 ​นี้​ ​เพราะ​ไม่​ว่ากิจการที่​ต้อง​การสำ​รวจ​และ​วิจัยทางการตลาด​จะ​เป็น​กิจการที่มีร้านค้าที่​เปิดหน้าร้านแบบดั้งเดิม​ ​หรือ​ร้านค้าที่​เปิดเว็บไซต์จำ​หน่ายบนตลาดอินเทอร์​เน็ต​อยู่​แล้ว​ก็​สามารถ​ใช้​เครือข่ายอินเทอร์​เน็ตเพื่อทำ​กิจกรรมทางการตลาดด้านนี้​ได้​อย่างดี​ ​ทั้ง​นี้​เนื่อง​จาก​การสำ​รวจก่อนหน้านี้​ได้​พบว่าราว​ 87%​ของลูกค้าที่สำ​รวจ​ ​ใช้​ตลาดอินเทอร์​เน็ต​ใน​กิจกรรมการซื้อหา​ ​และ​ยินดีที่​จะ​ให้​ข้อมูลป้อนกลับเพื่อ​ใช้​เป็น​ผลทางการดำ​เนินงานของ​ผู้​ประกอบการต่อไป​ ​ผ่านการออกแบบสำ​รวจ​และ​วิจัยทางการตลาดดังกล่าว

​เทรนด์ที่สิบ​ ​การเชื่อมโยงเว็บไซต์​กับ​เซิร์จเอ็นจิ้น​ ​กลาย​เป็น​กิจกรรมทางการตลาดที่มี​ความ​จำ​เป็น​และ​หลีกเลี่ยง​ไม่​ได้​ ​มากกว่า​จะ​เป็น​ทางเลือกที่​จะ​ทำ​หรือ​ไม่​ทำ​ก็​ได้​ ​ซึ่ง​ความ​สำ​เร็จ​จะ​ขึ้น​กับ​การแสวงหาคำ​ที่​เป็น​คีย์ที่ถูก​ต้อง​ที่ลูกค้า​จะ​ใช้​ใน​การ​ค้น​หา​ ​ตรง​กับ​คำ​ที่​ผู้​ประกอบการ​นั้นๆ​ใช้​พอดี​ ​จะ​ทำ​ให้​เว็บไซต์ของกิจการ​นั้น
​กลาย​เป็น​เว็บไซต์ที่มี​ความ​นิยม​และ​มีคน​เข้า​ไป​ค้น​หาข้อมูลมากที่สุด​ใน​อันดับต้นๆ​ ​และ​ทำ​ให้​การ​เข้า​ออกเว็บไซต์ของตนคับคั่งอย่าง​ไม่​น่า​เชื่อ

************

เทคโนโลยีมัลติมี​เดียเปลี่ยนโลกโฆษณา

จาก​ผลการหารือ​กัน​ของ​ผู้​ที่​เกี่ยวข้องระหว่างการประชุมประจำ​ปีของสมาคมนักโฆษณา​แห่งชาติ​เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา​ ​ความ​ท้าทายประการแรกที่ทำ​ให้​นักการตลาด​ต้อง​เผชิญหน้า​กับ​ความ​ยุ่งยากทางการตลาดมากขึ้นก็คือ​ ​ความ​ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนั่นเอง​

​ความ​ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสั่นสะ​เทือนวงการตลาดโลก​ ​ทำ​ให้​เกิดการปรับตัวตลอดเวลา​และ​อย่างมากมาย​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​สินค้า​ใน​แบรนด์ดัง​หรือ​ไม่​ก็ตาม​ ​สิ่งที่พิสูจน์​เรื่องนี้อย่างชัดเจน​ ​คือ​ ​การปรับตัว​ใน​งานด้านการโฆษณา​จาก​ที่​เคยพึ่งพาช่องทางทางโทรทัศน์​ ​มา​เป็น​ช่องทางที่มีนวัตกรรม​อื่นๆ​ ​ทั้ง​ที่​เป็น​ช่องทางผ่านเครือข่าย​ ​และ​อุปกรณ์​ไร้สาย​ ​และ​โมบายโฟน

​แม้ว่ามี​เดียที่​ใช้​ใน​การโฆษณา​และ​ดำ​เนินกิจกรรมส่งเสริมการตลาด​จะ​ได้​มีการปรับเปลี่ยนไปอย่างต่อ​เนื่อง​มา​โดย​ลำ​ดับ​ ​แต่​ความ​ต้อง​การขั้นพื้นฐานของมนุษย์​ไม่​ได้​เปลี่ยนแปลง​ ​และ​มีพฤติกรรมที่มี​ความ​ซับซ้อน​และ​ยาก​ใน​การ​เข้า​ถึง​เพื่อกระตุ้น​ให้​เกิด​ความ​ต้อง​การสินค้า​และ​บริการ

​นักการตลาด​ยัง​พบอีกว่า​ ​ใน​ด้านลูกค้า​นั้น​ได้​เกิดการเปลี่ยนแปลง​ใน​การ​ใช้​มี​เดีย​และ​เทคโนโลยีอย่างรวด​เร็ว​เพื่อ​ค้น​หาทางเลือกที่​เหมาะสมที่สุด​ใน​การตอบสนอง​ความ​ต้อง​การของ​ผู้​บริ​โภค​ ​ทำ​ให้​นักการตลาด​ต้อง​ปรับกลยุทธ์​ใน​การโฆษณาผ่านสื่อมี​เดีย​ใหม่​ให้​สอดคล้อง​กับ​พฤติกรรมดังกล่าว​ด้วย

​ประการที่สอง​ ​ลำ​พังการ​ใช้​สื่อเพื่องานการโฆษณา​ไม่​สามารถ​กระตุ้น​ความ​ต้อง​การ​และ​ทำ​ให้​เกิดการซื้อสินค้า​และ​บริการ​ได้​เสมอไป​ ​นักการตลาดพบว่า​จะ​ต้อง​ทำ​สิ่งที่​เรียกว่า​ ​ความ​ประหลาดใจที่พึงประสงค์ทำ​ให้​ลูกค้าสมหวังอย่าง​ไม่​คาดหมาย​ ​หรือ​ทำ​นองของโชคลาภพิ​เศษ​ ​ไม่​ใช่​เพียงแต่การ​ให้​รางวัลตามธรรมดา​ใน​รูปแบบเดิมๆ​ ​อีกต่อไป

​ยกตัวอย่างเช่น​ ​ผลงานการโฆษณาที่บริษัทพี​แอนด์จี​ ​ออกไปเมื่อ​ไม่​นานมานี้​ ​เป็น​งานโฆษณาที่ติด​อยู่​ที่หน้ากระจก​ใน​ห้องน้ำ​หญิง​ ​ด้วย​การป้อนคำ​ถามโดนใจว่า​ “​ลิปสติกของคุณ​ยัง​เคลือบ​อยู่​บนเรียวปากงามของคุณ​หรือ​เปล่า​” ​และ​นำ​ข้อ​ความ​ที่​เป็น​คำ​ถามนี้​โฆษณา​ซ้ำ​ทางโทรทัศน์​ ​เพื่อกระตุ้น​ให้​ผู้​หญิงสนใจเรียวปากทุกครั้งที่​เข้า​ห้องน้ำ​ ​เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง​ ​และ​แต่งเติมเรียวปาก​ด้วย​ผลิตภัณฑ์ลิปสติกยี่ห้อคัพเวอร์​เกิร์ล​ ​ของพี​แอนด์จี

​งานโฆษณาชิ้นนี้​เป็น​ที่กล่าว​ถึง​กัน​ใน​วงการโฆษณาชั้นนำ​ของโลก​ ​เพราะ​มี​ส่วน​ทำ​ให้​ยอดการจำ​หน่ายลิปสติกของคัพเวอร์​ ​เกิร์ล​ ​เพิ่มขึ้น​ได้​กว่า​ 25% ​ที​เดียว

​การกระ​แทก​ความ​รู้สึก​และ​อารมณ์ของลูกค้า​ใน​ช่วงเวลาที่​ไม่​คาดหมาย​ ​และ​ตั้งตัว​ไม่​ทัน​ ​ใน​ประ​เด็นที่ลูกค้านึก​ไม่​ถึง​หรือ​ละ​เลย​ความ​สำ​คัญ​ใน​จังหวะที่ดี​ ​เช่น​ ​จังหวะที่​ผู้​หญิงส่องกระจก​ใน​ห้องน้ำ​สาธารณะ​หรือ​ที่ทำ​งาน​ ​อัน​เป็น​จังหวะที่​ผู้​รับโฆษณา​เปิด​ความ​คิด​ความ​อ่านมากจังหวะหนึ่ง​ ​เป็น​ผลดี​ใน​การกระตุ้นการซื้อ​ใน​ทางบวก​ได้​มากที่สุดหนทางหนึ่งของการตลาดสมัย​ใหม่

​อีกตัวอย่างหนึ่งที่อาจ​จะ​แสดงการโดนใจ​ได้​ดี​ ​คือ​ ​งานการโฆษณาของห้างขายลดวอลมาร์ท​ ​ที่ประสบ​กับ​ปัญหาทางธุรกิจ​เพราะ​พึ่งพาฐานลูกค้า​เพียงกลุ่มเดียว​เป็น​หลัก​ ​คือ​ ​กลุ่มนักชอปปิ้งที่สนใจสินค้าราคาต่อหน่วยต่ำ​และ​ขายลดราคา​จาก​ป้าย​เป็น​หลัก

​เมื่อ​ไม่​นานมานี้​ ​ห้างวอลมาร์ท​ได้​เสนอเงื่อนไขการขายปลีก​ใหม่​ที่​เป็น​ความ​พยายาม​ใน​การดึงดูดลูกค้า​ใน​ตลาดระดับราย​ได้​สูงขึ้นกว่าฐานลูกค้ากลุ่มเดิมของกิจการ​ ​ด้วย​การจำ​หน่ายสินค้าที่มีราคาต่อหน่วยแพงมากขึ้น​ไม่​ใช่​สินค้าอุปโภคบริ​โภคประจำ​วัน​เท่า​นั้น​ ​อย่างเช่น​ ​เหล้า​ไวน์​ ​ที่มีราคาต่อหน่วย​ 200 ​ดอลลาร์​ ​ด้วย​การเสนอราคาลด​จาก​ปกติที่ประหยัดเงิน​ใน​กระ​เป๋าของลูกค้า​ไฮโซที่ชอบละ​เลียดไวน์​แกล้มอาหารเย็น​ได้​ถึง​ 65 ​ดอลลาร์​เพื่อทำ​ให้​มูลค่าการจำ​หน่ายรวมของร้านค้าปลีกของตนเพิ่มขึ้น

​ขณะ​เดียว​กัน​ ​วอลมาร์ท​ได้​ปรับปรุงพื้นที่​และ​การจัดการร้านค้าปลีกของตนไปสู่​ความ​เป็น​ร้านค้าที่​ใกล้​ชิด​และ​ควบคู่​กับ​การดำ​เนินชีวิตประจำ​วันของลูกค้า​ไม่​แตกต่าง​จาก​ร้านคอนวี​เนียนสโตร์มากนัก​ ​ด้วย​การเพิ่ม​ความ​ใส่​ใจ​ใน​กิจกรรมเชิงสังคมของชุมชน​ ​เช่น​ ​การร่วมรณรงค์ต่อสู้​กับ​โรคเอดส์​ ​ใน​แอฟริกา​ ​และ​การกระตุ้น​ให้​มีการบริจาคเงินเพื่อการกุศล​และ​สาธารณะประ​โยชน์มากขึ้น

​เรื่องนี้ดู​เหมือน​จะ​ไม่​แตกต่าง​จาก​การส่งเสริมการจำ​หน่ายของพี​แอนด์จี​ ​ที่​แนะนำ​และ​เปิดตัวผลิตภัณฑ์ซักล้างที่​ใช้​เทคโนโลยี​ PUR ​ที่​ไม่​ทำ​ให้​เกิดภาวะน้ำ​เสีย​จาก​สารเคมี​ใน​ประ​เทศที่ยากจนอย่างเช่น​ ​ตลาด​ใน​แอฟริกา​ ​แลการรณรงค์​เรื่องนี้อย่างต่อ​เนื่อง​ ​ด้วย​การแสดงตัวเลขว่า​เด็ก​เล็ก​ราว​ 5,000 ​คน​ต้อง​เสียชีวิตทุกวัน​จาก​การดื่มน้ำ​ที่มีสารพิษ​ ​และ​สังคม​ต้อง​การการจัดระ​เบียบด้านมลภาวะทางน้ำ​ใน​โลก​ ​เป็น​ต้น

​เรื่องของ​ความ​น่า​เชื่อถือ​ใน​การ​เป็น​กิจการที่​ต้อง​อาศัยเทคโนโลยี​เพื่อรักษาหน้าตาของกิจการก็​เป็น​เรื่องที่มี​ความ​สำ​คัญ​ ​ความ​น่ากลัวของพัฒนาการทางเทคโนโลยี​ ​ยัง​กระทบการตลาด​ใน​แง่ที่ทำ​ให้​ผู้​บริ​โภคตัดสินใจ​เข้า​ไป​ค้น​หาสิ่งที่​ต้อง​การบนเครือข่ายอินเทอร์​เน็ต​ ​แทนที่​จะ​ขอ​ให้​นักการตลาดคอยบอกว่าพวก​เขา​ต้อง​การสินค้าอะ​ไร​ ​ผ่านทางงานโฆษณา​และ​ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ

​บทสรุปประการหนึ่งที่นักการตลาดของกิจการยักษ์​ใหญ่​ทั้ง​หลายของโลกเชื่อว่ามี​ความ​จำ​เป็น​ต้อง​เปลี่ยนแปลง​ใน​ระยะต่อไป​ ​คือ​ ​การเลิก​ความ​พยายามที่​จะ​ควบคุม​หรือ​เจ้ากี้​เจ้าการวางตำ​แหน่งทางการตลาดของแบรนด์ของตนตามที่กิจการ​ต้อง​การ​ ​แต่หันไปสนใจศึกษา​และ​ทำ​ความ​เข้า​ใจอย่างจริงจังว่าลูกค้าคิดอย่างไร​กับ​แบรนด์ของตน​ ​และ​ทำ​ให้​ตำ​แหน่งทางการตลาด​ใน​ความ​คิดของลูกค้า​อยู่​ที่​ส่วน​ไหนของตลาด​ทั้ง​หมดมากกว่า

​พูดง่ายๆ​ ​คือ​ ​นักการตลาดยุคนี้​ต้อง​ปรับ​และ​ปล่อย​ให้​กิจกรรม​และ​งานทางการตลาดลื่นไหลไป​กับ​กระ​แสของตลาดโลก​ ​ไม่​ใช่​พยายาม​จะ​ทวนกระ​แสตลาด​และ​ยื้อทุกสิ่งทุกอย่าง​ให้​ได้​ดังใจของตน​ ​แม้ว่าการโฆษณาทางทีวี​จะ​ยัง​เป็น​ช่องทางหลักที่นักการตลาด​สามารถ​ครอบครองแนว​ความ​คิด​และ​คอนเซปต์ของแบรนด์​ให้​เป็น​ไปอย่างที่ตน​ต้อง​การ​ได้​มากที่สุดก็ตาม

**************

จีน​-​อินเดีย​
2 ​ตลาดเอเชียที่​ใครๆ​สนใจ

​ยุคนี้คือศตวรรษของเอเชีย​ ​จาก​การเติบโตอย่างรวด​เร็ว​และ​ต่อ​เนื่อง​ของตลาด​ใน​ย่านนี้​ ​คาดการณ์ว่า​ใน​ปี​ 2020 ​ประชากรเอเชียที่​ไม่​รวมญี่ปุ่น​จะ​เพิ่ม​จาก​ 3 ​พันล้าน​ ​เป็น​ 3.5 ​พันล้านคน​ ​คิด​เป็น​ 47% ​ของประชากรโลกที​เดียว​ ​และ​ใน​ช่วง​ 20 ​ปี​นั้น​การแพร่กระจาย​ความ​มั่งคั่ง​และ​การศึกษา​จาก​โทคโนโลยีการสื่อสารที่​เชื่อมโลก​ไว้​ด้วย​กัน​ ​รวม​ทั้ง​การบรรลุ​ความ​เป็น​โลกาภิวัตน์ระดับรัฐบาล​ใน​กลุ่มประ​เทศเอเชีย​ ​จะ​ทำ​ให้​ประชากรเอเชีย​ใน​ศตวรรษที่​ 21 ​ถึง​พร้อม​ด้วย​ความ​เป็น​ผู้​ประกอบการ​ ​ความ​รอบรู้​ ​และ​ความ​มั่นใจ​ใน​การครอบครอง​ส่วน​หนึ่งของโลก

​คนเอเชีย​เป็น​ที่ยอมรับ​ใน​เรื่อง​ความ​เป็น​เจ้าบ้านที่ดี​โอบอ้อมอารีถือ​เป็น​สินทรัพย์ที่ทรงพลังมากที่​จะ​ส่งเสริมผลักดันการ​เป็น​แบรนด์ระดับโลก​ใน​ธุรกิจบริการ​ ​โดย​ประ​เทศ​ใน​เอเชียที่​เชื่อว่าน่า​จะ​เป็น​ประ​เทศเป้าหมายของ​ผู้​ผลิตสินค้า​จาก​ทั่ว​โลกก็คือ​ ​จีน​ ​และ​อินเดีย

จีนตลาดมหึมา
ที่ทุกคนหวังจับ​ให้​อยู่​หมัด

​หลังการเสียชีวิตของประธานเหมา​ ​ก่อนที่จีน​จะ​ปฏิรูปตลาดเสรี​ใน​ปี​ 1979 ​ภาย​ใต้​การนำ​ของเติ้ง​ ​เสี่ยว​ ​ผิง​ ​มีการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจจีน​ ​ที่มีขนาดมหาศาล​ถึง​ 9.90 ​แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ​ ​ตั้งแต่​นั้น​เป็น​ต้นมา​เศรษฐกิจของจีนก็มี​ความ​โดดเด่นเหนือชาติ​ใน​เอเชียตะวันออก​ทั้ง​หมด​ ​เป็น​เศรษฐกิจที่ขยายตัวสูง​ ​อัตรา​เงินเฟ้อต่ำ​ลง​ ​พร้อมรื้อระบบที่รัฐ​เป็น​เจ้าของทุกอย่าง​ ​เพื่อเปิดทาง​ให้​เอกชน​เป็น​เจ้าของกิจการเพิ่มขึ้น

​ตอนหนึ่ง​ใน​นิตยสารแบรนด์​เอจ​ ​ปีที่​ 4 ​ฉบับ​ที่​ 2 ​อธิบายว่า​ ​นับตั้งแต่ปี​ 1987 ​มาจน​ถึง​ปัจจุบันชาวจีน​ไม่​ได้​เป็น​ ​"​ผู้​ใช้​สินค้าของรัฐ" ​อีกต่อไป​ ​ชาวจีน​ได้​เปลี่ยนแปลง​เป็น​ ​"​ผู้​บริ​โภค" ​ที่มี​ความ​แตกต่างทางราย​ได้​อย่างเห็น​ได้​ชัด​ ​และ​ทำ​ให้​สามารถ​แยกกลุ่ม​ผู้​บริ​โภคออก​เป็น​ 4 ​กลุ่ม

​กลุ่มแรก​ The 'Have-Nots' ​จัด​ได้​ว่า​เป็น​คนจนของประ​เทศ​ ​ชาวจีนกลุ่มนี้อาจ​จะ​มีราย​ได้​น้อยมาก​ ​หรือ​แทบ​ไม่​มีราย​ได้​เลย​ ​อาศัย​อยู่​ตามชนบทอย่างยากไร้​ ​ประชากรกลุ่มนี้​ยัง​คงบริ​โภคสินค้าตามสภาพ​ความ​เป็น​อยู่​แบบเดิมๆ

​กลุ่มที่สอง​ The Average Chinese ​ประ​เมินว่า​เป็น​ประชากร​ส่วน​ใหญ่​ของประ​เทศ​ ​อาศัย​อยู่​กระจัดกระจาย​ใน​ทุกๆ​ ​จังหวัด​ ​ประชากรกลุ่มนี้​เป็น​กลุ่มที่​เป็น​แรงงานสำ​คัญของประ​เทศ​ ​มีราย​ได้​ปานกลาง​ ​มีกำ​ลังซื้อพอสมควร​ ​สินค้าที่ประชากรกลุ่มนี้ซื้อบริ​โภค​ ​มัก​จะ​เป็น​สินค้าที่​เป็น​ความ​จำ​เป็น​พื้นฐาน​ ​ราคาปานกลาง​ ​ผลิต​ใน​ประ​เทศ

​กลุ่มที่สาม​ The Changing Chinese ​เป็น​กลุ่มที่นักธุรกิจ​และ​นักการตลาด​ให้​ความ​สนใจ​ ​ประ​เมิน​กัน​ว่ามีจำ​นวนประมาณพันล้านคน​ ​และ​เป็น​กลุ่มที่มีราย​ได้​ปานกลาง​ ​ใน​ระยะ​ 2-3 ​ปีที่ผ่านมา​ ​เป็น​กลุ่มประชากรสำ​คัญที่ขับเคลื่อนปริมาณการบริ​โภคสินค้า​และ​บริการของประ​เทศ​ ​ประชากรกลุ่มนี้​เป็น​กลุ่มประชากรที่​เป็น​เป้าหมายสำ​หรับสินค้าทุกประ​เภท​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​เครื่องดื่ม​, ​เครื่องสำ​อาง​, ​เสื้อผ้า​, ​จักรยาน​, ​ทีวีสี​, ​โทรศัพท์มือถือ​ ​เป็น​ต้น

​ประชากรกลุ่มนี้​เป็น​กลุ่มที่มี​ความ​ต้อง​การที่​จะ​เปลี่ยนแปลงตัวเอง​ ​ยินดีที่​จะ​ "จ่ายแพงกว่า​เพื่อคุณภาพ​ ​และ​ภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นของตัวเอง" ​ประชากรกลุ่มนี้ยินดีต่อการเปลี่ยนแปลงด้านการตลาดสำ​คัญๆ​ ​อาทิ​ ​การพัฒนาช่องทางการจัดจำ​หน่ายสินค้า​ ​และ​การสร้าง​ความ​สัมพันธ์ระหว่าง​ผู้​บริ​โภค​และ​แบรนด์

​กลุ่มที่สี่​ The Nouveaux Riches ​เป็น​ประชากรกลุ่ม​เล็กๆ​ ​ของประ​เทศ​ ​ประ​เมินว่ามีประมาณ​ไม่​เกิน​ 5 ​ล้านคน​ ​แต่​เป็น​ประชากรกลุ่มที่มีกำ​ลังซื้อสูงสุดของประ​เทศ​ ​ประชากรกลุ่มนี้​เป็น​กลุ่มที่มีสถานะ​เป็น​ผู้​ประกอบการกิจการ​ใน​ลักษณะต่างๆ​ ​กัน​ ​เป็น​กลุ่ม​ผู้​บริ​โภคสินค้าหรู​ ​ๆ​ ​รถยนต์ราคา​แพง​ ​และ​เครื่องเพชร​ ​เครื่องประดับต่างๆ

​นับตั้งแต่ปี​ 2003 ​เป็น​ต้นไป​ ​นักธุรกิจ​ ​และ​นักการตลาดที่​ต้อง​การ​จะ​ติดต่อค้าขาย​กับ​ผู้​บริ​โภคชาวจีน​ ​จะ​ต้อง​สามารถ​แยกแยะ​ผู้​บริ​โภคชาวจีนออก​เป็น​กลุ่มๆ​ ​มุมมอง​ใน​การวิ​เคราะห์​แยกแยะมี​อยู่​ด้วย​กัน​หลากหลาย​ ​แต่​ไม่​ว่า​จะ​แยกกลุ่ม​ผู้​บริ​โภคชาวจีนออกไปอย่างไร​ ​ลักษณะสำ​คัญของ​ผู้​บริ​โภคชาวจีนที่​เราพึงระลึก​ถึง​อยู่​เสมอมี​ทั้ง​ที่​เป็น​การบริ​โภคแบบ​ "ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้าอย่างไร้หลักการ" (Perceptual Randomness) ​ไปจน​ถึง​ "ซื้อ​ด้วย​หลักการ​และ​เหตุผลอย่างรอบคอบ" (Rational Planning)

อินเดียกำ​ลัง​จะ​ร้อนแรง

​ระบบการบริหารราชการของรัฐบาลอินเดีย​ใน​ช่วง​ 40 ​ปี​ ​หลัง​จาก​ได้​รับอิสรภาพ​จาก​อังกฤษ​ ​เป็น​ระบบที่​ได้​ทำ​ลาย​ความ​สามารถ​แบบ​ผู้​ประกอบการของคนอินเดีย​ ​ทุกวันนี้อินเดียมีการเปิดเสรีอย่างรวด​เร็ว​ใน​อุตสาหกรรมที่สำ​คัญๆ​ ​เช่น​ ​โทรคมนาคม​ ​ธนาคาร​ ​ตลาดทุน​ ​ให้​คนต่างชาติมี​โอกาส​เป็น​เจ้าของธุรกิจ​ ​และ​ลงทุน​ได้​ ​รัฐบาลกลางปลดปล่อยการควบคุม​ ​ความ​ปรารถนา​ใน​ที่​จะ​ก้าว​เข้า​สู่​เศรษฐกิจ​ใหม่​ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ​ ​แต่มั่นคง​ ​ภาพลักษณ์ที่​เปลี่ยนไปอย่างรวด​เร็ว​ของอินเดีย​ ​ส่งผล​ให้​ "อินเดีย" ​กลาย​เป็น​ดาวรุ่งพุ่งแรง​ใน​ทวีปเอเชียจนทำ​ให้​แทบทุกประ​เทศหันมาจับตามองอินเดีย​ไม่​แพ้ประ​เทศจีนเลยที​เดียว

​ประชาชนชาวอินเดียกว่า​ 1,050 ​ล้านคน​ ​เมื่อสิ้นปี​ 2003 ​ดู​จะ​เป็น​ตัวเลขที่นักการตลาดหลายต่อหลายประ​เทศตาลุกวาวเมื่อคิด​ถึง​โอกาส​ใน​การขายสินค้า​เป็น​จำ​นวนมาก​ ​แต่​ใช่​ว่าตลาด​ใน​อินเดีย​จะ​เป็น​หมู​ให้​ใครต่อใครมา​เคี้ยว​ได้​ง่ายๆ

​อินเดีย​สามารถ​ส่งออกสินค้าซอฟต์​แวร์​ซึ่ง​เป็น​ส่วน​หนึ่งของอุตสาหกรรมไอที​ได้​ถึง​ 6 ​พันล้านเหรียญสหรัฐ​ใน​ปี​ 2000 ​การเติบโตของมูลค่าส่งออก​ใน​แต่ละ​ไตรมาสมีประมาณ​ 5-7% ​มีการคาดการณ์​จาก​ Mckinsey & Co ​และ​สมาคมบริษัทซอฟต์​แวร์​แห่งชาติของอินเดีย​ (National Association of Software & Service Companies: Nassacom) ​ว่าภาย​ใน​ปี​ 2008 ​อุตสาหกรรมไอที​ใน​ประ​เทศอินเดีย​จะ​ส่งออก​ได้​ถึง​ 5 ​หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ​ ​ขณะที่ตลาดสินค้า​ไอที​ ​ใน​ประ​เทศ​จะ​มีราย​ได้​ถึง​ 4 ​หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ​ ​ซึ่ง​นั่นหมาย​ถึง​ตำ​แหน่งงาน​ใหม่​ 2.2 ​ล้านตำ​แหน่ง​ ​สิ่งเหล่านี้​จะ​ผลักดัน​ให้​อินเดียมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ​ 7-8%

​ดู​เหมือนว่า​ผู้​ประกอบการยุค​ใหม่​ใน​ธุรกิจไอทีของอินเดีย​จะ​มีวิธีที่ดี​เกินคาด​ ​ใน​การฉุดประ​เทศ​ให้​พ้น​จาก​ความ​ยากจน​ใน​อดีต​ ​แต่​ยัง​คงยากที่​จะ​เติบโตไล่ประ​เทศจีนขึ้นมา​ใน​ช่วงเวลาอัน​ใกล้

**************

BUZZ ​เทคนิคที่​ใครต่อใครเริ่มสนใจ​

​เทคนิค​ใหม่​ทางการตลาดที่กำ​ลัง​เป็น​ที่สนใจของนักการตลาด​ทั่ว​โลก​ใน​เวลานี้​ ​คือ​ ​บัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​(Buzz Marketing) ​จนกระทั่งมีสำ​นวนทางการตลาดที่พูดคุย​กัน​หนาหูว่า​ ​วันนี้คุณ​ได้​ฟังเรื่องราวของบัซซ์​หรือ​ยัง​ ???

“Buzz” ​หมาย​ถึง​รูปแบบของการพูดคุยอย่างเอาจริงเอาจังที่ผ่าน​จาก​คนหนึ่งไป​ยัง​อีกคนหนึ่ง​ ​ที่ถูกนำ​ขึ้นมา​ใช้​เป็น​เครื่องมือทางการตลาดแบบหนึ่ง​ ​มีการว่าจ้างคนที่ผ่านการคัดเลือกว่า​เหมาะสมคอย​ให้​ข้อมูล​กับ​กลุ่มลูกค้า​เป้าหมาย

​สิ่งที่​แตกต่าง​จาก​การบอกแบบปากต่อปาก​โดย​ทั่ว​ไป​ ​คือ​ ​บัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​เป็น​การบอกข้อมูลที่​เหนือกว่า​ใน​ด้านการ​ให้​ข้อมูลแบบอินไซด์ที่​ไม่​มี​ใครรู้มาก่อนยกเว้นแต่​ผู้​ที่​เกี่ยวข้องวง​ใน​เท่า​นั้น
​ซึ่ง​เป็น​ข่าววง​ใน​ที่น่าสนใจ​และ​สร้าง​ความ​อยากรู้อยากเห็น

​การ​ใช้​ทีมงานภาคสนามที่ทำ​หน้าที่​ใน​การโปรโมตกิจกรรม​หรือ​สินค้าที่​เป็น​เครื่องมือตามแบบของบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้งนี้​ ​ทำ​ให้​เกิดกลุ่มคนที่ถูกฝึกฝน​ให้​มี​ความ​รู้​ใน​การ​ใช้​กิจกรรมการส่งเสริมการตลาดแบบ​ใหม่​ที่มัก​จะ​ใช้​ได้​ผลดี​กับ​คนหนุ่มสาวสมัย​ใหม่​ที่​ต้อง​การแหล่งข่าว​อื่นๆ​ ​ที่มากกว่าการโฆษณาทางสื่อดั้งเดิม

​บริษัทที่ทำ​หน้าที่บริหารจัดการกิจกรรมทางการตลาด​ใน​แบบของบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​ที่มีชื่อเสียงอย่างเช่น​ ​บริษัท​ ​คอนเนอร์​ ​โปรโมชั่น​ ​วางตำ​แหน่งทางการตลาดชัดเจนว่าทำ​หน้าที่​ใน​การ​ช่วย​บริหารการส่งเสริมการตลาด​โดย​การ​ใช้​บัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​เพื่อ​ให้​ผู้​ว่าจ้าง​สามารถ​หาบริษัท​ได้​อย่างรวด​เร็ว​ ​เมื่อ​ต้อง​การนำ​บัซซ์​ ​ไป​เป็น​เครื่องมือทางการตลาดของกิจการ

​ทีมงานที่ทำ​งานภาคสนามสำ​หรับบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้งนี้​ ​มัก​จะ​ทำ​งานหนัก​ ​ไม่​น้อยกว่า​ 10 ​ชั่วโมงต่อวัน​ ​และ​เป็น​การทำ​งานสร้างราย​ได้​เสริม​ ​โดย​ไม่​จำ​เป็น​ต้อง​ทิ้งงานประจำ​ที่ทำ​อยู่​ตามปกติก็​ได้​ ​ราย​ได้​ที่​เกิด​จาก​การทำ​งานแบบนี้มากน้อยตามจำ​นวนชั่วโมงการทำ​งาน​ ​แถม​ด้วย​ตัวอย่างสินค้าที่​จะ​สามารถ​ศึกษา​และ​ช่วย​ให้​การบอดข่าวสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

​สิ่งที่ทำ​ให้​ทีมงานการตลาดของบริษัทที่​ให้​บริการบริหารจัดการบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​ทำ​งาน​ใน​การ​เป็น​คนส่งสาร​นั้น​ดู​เหมือนว่า​จะ​ไม่​ใช่​เรื่องของราย​ได้​เสริมเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ทางการตลาด​เท่า​นั้น​ ​หากแต่​ยัง​ต้อง​เป็น​งาน​หรือ​กิจกรรมที่พวก​เขา​รัก​และ​ชอบ​ด้วย​ ​มิฉะ​นั้น​จะ​ต้อง​ฝืนใจอย่างมาก​ใน​การบอกข้อมูลที่ตน​ไม่​ศรัทธาจริงๆ​ ​เพราะ​จะ​สามารถ​บรรยาย​และ​จินตนาการ​ใน​เรื่องที่กำ​ลังเล่า​ได้​อย่างสมจริงสมจัง​ ​ด้วย​ศรัทธา​และ​ชื่นชอบอย่างจริงใจ​ ​จนบางครั้งแทบ​ไม่​ต้อง​ให้​ท่องสคริปต์​หรือ​บทท่อง​เป็น​คำ​พูดที่​ใช้​ใน​งาน​ด้วย​ซ้ำ​ ​เพราะ​คนเหล่านี้​จะ​สามารถ​ใช้​ถ้อยคำ​ที่​เหมาะสมกว่า​และ​เป็น​ธรรมชาติกว่า

​ความ​ก้าวหน้า​ใน​การ​ใช้​บัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​เป็น​เครื่องมือทางการตลาด​ใน​การดำ​เนินกลยุทธ์ทางการตลาดสมัย​ใหม่​ได้​ไป​ไกล​อย่างที่หลายคนอาจนึก​ไม่​ถึง​ ​และ​ไม่​ได้​ใช้​ได้​เพียงครั้งเดียว​เท่า​นั้น​ ​ใน​บางกรณีตัวแทนของทีมงานที่ทำ​หน้าที่​เป็น​ตัวแทนส่งข่าวสาร​ได้​สั่งสมประสบการณ์​และ​เครือข่ายจนกลาย​เป็น​แหล่งข้อมูลที่​ใครๆ​ ​ก็มาซักถาม​ใน​เรื่องที่ชำ​นาญ​ ​จนอาจเรียก​ได้​ว่า​เป็น​กูรู​ใน​การ​ให้​ข้อมูลไปเลย​

​ความ​สำ​เร็จของการ​ใช้​บัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ใน​ทางการตลาดที่อาจ​จะ​เป็น​เคล็ดลับของงานประ​เภทนี้​ ​คือ​ ​ประการแรก​ ​คนที่ทำ​หน้าที่ดำ​เนินกิจกรรม​นั้น​จะ​ต้อง​ไม่​ตั้งใจ​หรือ​ใช้​ความ​พยายาม​ใน​การขายจนมากเกินไป​หรือ​อย่างเห็น​ได้​ชัดจนน่า​เกียจ​ ​ประการที่สอง​ ​การทำ​หน้าที่นี้​ไม่​ใช่​มุ่งเน้นที่​เพื่อนสนิท​ ​แต่​เป็น​การทำ​งาน​กับ​คน​ใน​วงกว้าง​ ​ซึ่ง​ทำ​ให้​คนทำ​หน้าที่นี้​ ​ไม่​ค่อย​จะ​อึดอัดนัก​ ​เพราะ​ไม่​ต้อง​เสีย​ความ​รู้สึก​หรือ​รู้สึกผิด​กับ​การหลอกลวงเพื่อนๆ​ ​ของตน

​ประการที่สาม​ ​คนที่ทำ​หน้าที่ตัวแทน​ใน​งานการตลาดแบบบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​มัก​จะ​ชักชวนเพื่อนๆ​ของตน​ให้​เข้า​มาทำ​หน้าที่​เป็น​ทีมงานภาคสนามเช่นเดียว​กับ​ตน​ ​เพื่อขยายเครือข่ายของการบอกข้อมูลแบบปากต่อปากที่มีระบบ​และ​มัก​จะ​ได้​ผลดี

​นักการตลาดเชื่อว่าการ​ใช้​เทคนิคการตลาดที่อาศัยการบอกต่อ​จาก​ปากต่อปาก​ ​เป็น​กลยุทธ์ที่​สามารถ​สร้าง​ความ​สำ​เร็จทางธุรกิจ​ได้​อย่างหนึ่ง

​กิจกรรมบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​นี้​เริ่มนำ​มา​ใช้​ใน​ทางการตลาดอย่างจริงจังเมื่อปี​ 2004 ​โดย​มีบริษัทชื่อ​ ​บัซซ์​ ​เอเยนต์​ ​และ​บริษัทคอนเนอร์สโตน​ ​โปรโมชั่น​ ​เริ่ม​ให้​บริการบริหารกิจกรรมการตลาดแบบบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​แก่บริษัทต่างๆ​ ​โดย​ใช้​ทีมงานการตลาดของ​ผู้​ว่าจ้างมาฝึกเพื่อทำ​งาน​ให้​ ​เพียงแต่ทำ​งาน​ใน​แบบ​ไม่​เป็น​ทางการ
​แทนการทำ​งานตามระบบ​ใน​บริษัทของตนอย่างเช่นที่ทำ​ประจำ​วัน

​การเรียกเก็บค่าบริการของบริษัทบริการบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​คิดตามฐานของจำ​นวนตัวแทน​ใน​การทำ​งานประมาณ​ 105,000 ​ดอลลาร์​ ​ต่อทีมงาน​ 1,000 ​คน​ ​และ​เรียกเก็บเพิ่ม​ 38,000 ​ดอลลาร์ต่อตัวแทนที่​เพิ่มทุกๆ
1,000 ​คน

​การเติบโตของธุรกิจการ​ให้​บริการเพื่อส่งเสริมการตลาดแบบบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​เป็น​เครื่องพิสูจน์ว่า​เทคนิคการตลาดแบบนี้​ได้​รับ​ความ​เชื่อถือว่ามีประสิทธิภาพ​ ​และ​ไม่​ได้​ขัดแย้ง​หรือ​สวนทาง​กับ​การดำ​เนินงานทางการตลาดบนอินเทอร์​เน็ตแต่อย่าง​ใด

​การส่งเสริมการตลาดแบบบอกปากต่อปาก​เป็น​ทอดๆ​ ​เข้า​ไปเสริมกิจกรรมการส่งเสริมการตลาดผ่านทางงานโฆษณา​แบบปกติ​ ​เพียงแต่การสำ​รวจพบว่า​ ​ลูกค้า​ต้อง​ทนรับข้อมูลข่าวสารที่ผ่านทางสื่อประจำ​วัน​ไม่​น้อยกว่า​ 3,000 ​รายการต่อวัน​ ​ผ่านทางทีวี​ ​งานพิมพ์​ ​วิทยุ​ ​บิลบอร์ด​ ​และ​ซู​เปอร์มาร์​เก็ต​ ​แต่ลูกค้า​ส่วน​ใหญ่​ไม่​ได้​เชื่อถือข้อมูลเหล่านี้​ใน​ทันที​ ​โดย​เฉพาะ​เมื่อเทียบ​กับ​ข้อมูลที่​ได้​ยินมา​จาก​เพื่อนที่​ใกล้​ชิด​จะ​มี​ความ​หมายแตกต่าง​กัน​อย่างมาก​ ​เพราะ​สมมุติฐานว่า​เพื่อนมัก​จะ​ไม่​หลอกเพื่อนนั่นเอง​ ​และ​เพื่อน​ไม่​มีผลประ​โยชน์ทางธุรกิจเหมือนทีมงานตลาดของกิจการที่​โฆษณา​โดย​ตรง

​ใน​ทางทฤษฎี​ ​เมื่อตัวแทนของงานบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​บอกข้อมูลข่าวสาร​กับ​คนที่​เชื่อถือ​เขา​ 25 ​คน​ ​และ​คน​ 25 ​คน​นั้น​บอกต่อ​กับ​คน​อื่น​อีก​ 25 ​คน​ ​จำ​นวนคนที่​จะ​ได้​รับข้อมูลก็รวม​เป็น​กว่า​ 625 ​คน​เข้า​ไป​แล้ว​ ​และ​สามารถ​ทวีคูณ​เป็น​ 1,500 ​คน​ ​ภาย​ใน​เวลา​เพียง​ 1 ​สัปดาห์​เท่า​นั้น

​สิ่งที่ทำ​ให้​งานการตลาดบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​ได้​ผลดีอีกประการหนึ่ง​ ​น่า​จะ​มา​จาก​การปรับคำ​พูดสไตล์ของข้อมูลข่าวสาร​ให้​เป็น​ Tailor made ​ที่​แตกต่าง​กัน​ตามสไตล์ของคนฟังข้อมูล​ได้​ ​ซึ่ง​เป็น​สิ่งที่งานโฆษณา​ทั่ว​ไปทำ​ไม่​ได้​แน่นอน

​อย่างไรก็ตาม​ ​งานการตลาดแบบปากต่อปาก​ไม่​ใช่​เครื่องมืออเนกประสงค์ที่​สามารถ​ใช้​ได้​สารพัดสินค้า​ ​ใน​ประสบการณ์การทำ​กิจกรรมทางการตลาดนี้​ ​พบว่างานการตลาดแบบนี้​ใช้​ไม่​ค่อย​ได้​ผล​ใน​งานประ​กัน​ชีวิต​ ​แต่ค่อนข้าง​ได้​ผล​กับ​การส่งเสริมการตลาดขนมหวาน​และ​กางเกงยีนส์​ ​และ​คอนเสิร์ตที่ว่ามา​แล้ว

0 Comments:

Post a Comment

<< Home