Saturday, December 16, 2006

จุดวิกฤต ไอทีวี​

"ต๋อย" ​ไตรภพ​ ​ลิมปพัทธ์​ ​เศร้า​ไอทีวี​เจอมรสุม​ ​เผย​ "​เกมเศรษฐี​"​เปลี่ยน​เป็น"​เศรษฐี​ความ​รู้​"​แจงรออนุมัติ​จาก​ ​สปน​. ​ว่าควร​อยู่​ใน​ช่วงเวลา​ไหน​กัน​แน่​

(16​ธค​.) ​พิธีกรชื่อดัง​และ​เจ้าของบริษัท​ ​บอร์น​ ​แอนด์​ ​แอสโซซิ​เอทด์​ ​จำ​กัด​ ​ที่ยึดหัวหาดผลิตรายการ​ให้​ไอทีวี​ "ต๋อย" ​ไตรภพ​ ​ลิมปพัทธ์​ ​หลังไอทีวี​ต้อง​จ่ายหนี้​ให้​สปน​.(สำ​นักงานปลัดนายกรัฐมนตรี)​มากมาย​ ​มหา​ ​ศาลจำ​นวนเกือบแสนล้านบาท​ ​อีก​ทั้ง​ ​สปน​.​ยัง​ต้อง​การ​ให้​ช่วงเวลา​ 19.00-21.30 ​น​. ​ให้​เป็น​ข่าว​และ​สาระ​ ​ซึ่ง​ก็ตรง​กับ​เวลาออกอากาศของรายการเกมเศรษฐี​ ​วันนี้มี​โอกาส​ได้​เจอ​กับ​พิธีกรชื่อดัง​ใน​รายการทไวไลท์​โชว์​ ​เจ้าตัวออกมา​เปิดเผยอย่างหมดใจ​

"ตอนนี้​ยัง​ไม่​มีอะ​ไร​ ​เพราะ​เรารอคำ​สั่ง​จาก​สถานีว่า​จะ​ดำ​เนินการอย่างไร​ ​ที่​เปลี่ยนก็​แค่นิดหน่อย​ ​คือเปลี่ยนชื่อรายการ​จาก​เกมเศรษฐี​ ​เป็น​ "​เศรษฐี​ความ​รู้​" ​ตอนนี้สถานีมี​แผนที่​จะ​ทำ​อยู่​ 2 ​อย่าง​ ​คือ​ ​หนึ่งเมื่อ​ได้​คำ​พิพากษาของศาลก็​ต้อง​ปฏิบัติตาม​โดย​ทันที​ ​อย่างที่สอง​ ​ก็คือปรับแผนผังสถานีอีกครั้งประมาณเดือนกุมภาพันธ์​" ​ไตรภพ​ ​แจกแจง​

​ถามพิธีกรชื่อดัง​ ​ว่า​จะ​ดำ​เนินการเช่นไร​ ​เพื่อ​ให้​สอดคล้อง​และ​เป็น​ไปตามคำ​สั่งของ​ ​สปน​.​ซึ่ง​พิธีกรคนเดิมอธิบายดังนี้​

"คือประ​เด็นจริงๆ​ ​มัน​อยู่​ที่​เวลาตั้งแต่​ 1-3 ​ทุ่มครึ่ง​ ​เขา​ต้อง​การ​ให้​เป็น​ข่าว​และ​สาระ​ ​ทีนี้​เขา​ก็​ต้อง​มองว่า​เกมเศรษฐี​เป็น​สาระ​หรือ​เปล่า​ ​ถ้า​มองว่า​เป็น​สาระมันก็จบ​ ​แต่มัน​อยู่​ที่ว่า​เขา​จะ​มองเหมือนเรา​หรือ​เปล่า​ ​เรามองว่ามัน​เป็น​สาระ​ ​อีกอย่างมันก็ขึ้น​อยู่​กับ​ ​ว่าขั้นตอน​และ​รูปแบบต่างๆ​ ​ที่สถานีส่ง​ให้​ ​สปน​. ​แล้ว​ ​สปน​.​จะ​เป็น​คนบอกเอง​ ​ว่า​ได้​หรือ​ไม่​ได้​ ​ส่วน​รายการ​อื่นๆ​ ​ก็​ไม่​มีผลกระทบ​ใดๆ​ ​เพราะ​ไม่​ได้​อยู่​ใน​ช่วงเวลา​ 1-3 ​ทุ่มครึ่ง" ​ต๋อย​ ​กล่าว​

​หันมาถาม​ผู้​จัดรายการชื่อดังบ้างว่า​ ​เมื่อเกิดปัญหาอย่างรุนแรงเช่นนี้​กับ​สถานี​ไอทีวีรู้สึกอย่างไร​

"ผม​เป็น​ลูก​ผู้​ชายคนหนึ่ง​ ​ผม​จะ​อยู่​กับ​ไอทีวีจนหยดสุดท้าย​ ​นึก​ไม่​ถึง​ว่า​จะ​เกิดเหตุการณ์​แบบนี้ขึ้น​ ​แต่ว่าหลัง​จาก​นี้ก็​ต้อง​รอฟังคำ​สั่ง​จาก​สถานี​ ​ว่า​จะ​เป็น​ยัง​ไงต่อไป​ ​เพราะ​ผมมีลูกน้องที่​ต้อง​ดู​แลอีกหลายคน​ ​ตอนนี้ก็​ไม่​มีอะ​ไรที่หนักใจ​ ​เพราะ​ผม​เป็น​พวกรอคำ​สั่งว่าสถานี​จะ​เอา​ยัง​ไง​ ​ผมสงสารก็​แต่ลูกน้อง" ​พิธีกรชื่อดังกล่าว​และ​เสริมต่อว่า​

"ที่ผม​จะ​พูด​ไม่​ใช่​ใน​ฐานะ​ไอทีวีนะ​ ​ผมเพียงอยาก​ให้​รัฐบาลรับรู้บ้าง​ ​ว่า​ใน​เรื่องราวที่​เกิดขึ้นมี​ผู้​บริสุทธิ์อีก​เป็น​หมื่นคน​ ​อยู่​ใน​สงครามลูกปืนนี้​ ​คุณ​ต้อง​เข้า​ใจตั้งแต่ที่สถานี​เปิดมา​ ​มันมี​ผู้​บริสุทธิ์ทำ​งานหา​เลี้ยงปากท้อง​อยู่​เต็มไปหมด​ ​คุณ​จะ​ทำ​ยัง​ไง​กับ​พวก​เขา​" ​ต๋อย​ ​กล่าว​ ​และ​ตอบคำ​ถามที่ว่า​ ​หากเหตุการณ์ร้ายแรง​ถึง​ขั้นที่สถานี​ต้อง​ปิดตัว​ ​จะ​หาช่องทางไปผลิตรายการ​ให้​ช่อง​อื่น​หรือ​ไม่​

"​เมื่อ​ถึง​เวลา​นั้น​จริงๆ​ ​ก็คง​ต้อง​เป็น​อย่าง​นั้น​ ​ผมมีลูกน้องที่​ต้อง​ดู​แล​ ​แต่ทุกช่องก็​เต็มหมด​ทั้ง​ 3, 5, 7, ​โมเดิร์น​ ​ไนน์​ ​ทีวี​ ​เขา​ก็วางผัง​กัน​ไป​แล้ว​ ​อย่างผมมา​ถึง​ตรงนี้​แล้ว​ก็​ต้อง​ยอมรับ​ ​ผม​เป็น​คนหนึ่งที่ร่วมก่อตั้งไอทีวีขึ้นมา​ ​หากมี​ใครสักคนมาทำ​ให้​มันหายไป​ ​ผม​ต้อง​เสียใจอย่างแน่นอน" ​ไตรภพ​ ​กล่าวทิ้งท้ายเสียงสั่นเครือ

Friday, December 15, 2006

แนวโน้มการตลาด ปี2550

พลาด​ไม่​ได้​ ! ​เทรนด์การตลาดล่าสุดที่​จะ​มา​เขย่า​ ​และ​สร้าง​ความ​แปลก​ใหม่​ให้​วงการ​ใน​ปีหน้า
​เมื่อพฤติกรรม​ผู้​บริ​โภคเปลี่ยน​ ​ทุกค่าย​ต้อง​เตรียม​ความ​พร้อม​ ​ปรับกระบวนตั้งรับด่วน​ ​หาก​ต้อง​การ​อยู่​รอด​ใน​ตลาดอย่างสบายใจ​ ​ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นทุกวัน
​อินเทอร์​เน็ต​-​สาวทำ​งาน​-​ตลาดเอเชีย​-​มัลติมี​เดีย​ ​คือ​ส่วน​หนึ่ง​ใน​ 10 ​ปัจจัยขับเคลื่อนโลกการตลาดยุค​ใหม่​ที่​จะ​พาธุรกิจเติบโตไป​ได้​อย่าง​ไม่​น่า​เชื่อ​


​ใกล้​ถึง​สิ้นปี​ 2549 ​เข้า​ไปทุกที​ ​ตอนนี้สิ่งที่นักการตลาดมองเห็น​เป็น​การมองไปข้างหน้าว่าปีหน้าฟ้า​ใหม่​ 2550 ​จะ​มีสิ่ง​ใด​ที่​เข้า​มาสร้าง​ความ​แปลก​ใหม่​ให้​กับ​วงการตลาดโลก​ได้​บ้าง

​วันนี้​ได้​รวบรวมเอา​ 10 ​แนวโน้มทางการตลาดโลกที่น่า​จะ​เป็น​เทรนด์ของปีหน้ามา​ให้​ศึกษา​กัน
​เพราะ​ผู้​ประกอบการทุกรายคง​ต้อง​เตรียมการปรับแผนงาน​ ​กลยุทธ์ทางการตลาด​ใหม่​เพื่อ​ให้​ดำ​เนินกิจการ​อยู่​รอด​ได้​ต่อไปอย่าง​ไม่​กังวลมากนัก

​เทรนด์​แรก​ ​เป็น​เทรนด์​ใน​มุมมองของลูกค้า​และ​ผู้​บริ​โภค​ซึ่ง​พบว่านักการตลาด​ส่วน​ใหญ่​เชื่อ​กัน​ว่า​ใน​ปีหน้าหาก​ต้อง​การ​เข้า​ถึง​ลูกค้ากลุ่ม​ใหม่ๆ​ได้​มากขึ้น​ ​ผู้​ประกอบการควรหันไป​ให้​ความ​สนใจ​ใน​การเสริมงบประมาณทางด้านของมี​เดียออนไลน์มากขึ้น​ ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่งการโฆษณาบนเครือข่ายอินเทอร์​เน็ตที่นับวัน​จะ​เพิ่มบทบาท​และ​ความ​สำ​คัญ​ใน​ฐานะของแหล่งมี​เดียหลักที่สร้าง​เป็น​ช่องทาง​ใน​การ​ความ​บันเทิงของกลุ่มคนหนุ่มสาว​ ​และ​นักเรียนนักศึกษามากขึ้น

​สินค้าที่มีการจำ​หน่าย​ได้​ดีผ่านสื่อสารยุคอินเทอร์​เน็ตมีตั้งแต่​เสื้อผ้า​ ​อาหารจานด่วน​ ​ไปจน​ถึง​แพ็กเกจเดินทาง​ ​ตั๋วเครื่องบิน​ ​การประ​กัน​สุขภาพ​ ​และ​เฟอร์นิ​เจอร์ตกแต่งบ้านที่ถือ​ได้​ว่า​เป็น​สินค้าสุดฮอตบนอินเทอร์​เน็ตเกือบ​ 80% ​ของการการซื้อหา​และ​จับจ่ายเงิน

​เทรนด์ที่สอง​ ​คือ​ ​บทบาทของสาวทำ​งาน​ใน​แวดวงตลาดโลก​จะ​เพิ่มขึ้น​ ​เนื่อง​จาก​อำ​นาจซื้อของคนกลุ่มนี้ที่มีมากขึ้น​ ​ทำ​ให้​สัด​ส่วน​ของกลุ่มลูกค้า​เพิ่มขึ้น​ ​ใน​ขณะที่​แนวคิด​ ​การดำ​เนินชีวิต​และ​พฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มนี้มี​ความ​เป็น​เอกลักษณ์ของตนเองพอสมควร​ ​ซึ่ง​ทำ​ให้​นักการตลาด​ต้อง​ทำ​ความ​เข้า​ใจ​และ​ศึกษา​ให้​ดี​เพื่อ​จะ​ได้​ไม่​หลงทางไปเสียก่อน

​ช่องทางการตลาดที่คาดว่า​จะ​สามารถ​เข้า​ถึง​ลูกค้า​ใน​กลุ่มนี้​ได้​ดี​ ​คือ​ ​ส่วน​ผสมของการโฆษณาผ่านรายการโทรทัศน์​ ​วิทยุ​ ​หนังสือพิมพ์​ ​และ​ไดเร็กเมล

​เทรนด์ที่สาม​ ​คือ​ ​การเติบโตอย่างรวด​เร็ว​และ​ต่อ​เนื่อง​ของตลาด​ใน​ย่านเอเชีย​ ​ซึ่ง​พบว่าอัตราการเติบโตของประชากร​ยัง​อยู่​ใน​สัด​ส่วน​สูงที่สุดของประชากรที่​เป็น​ลูกค้าที่​เป็น​ไป​ได้​สำ​หรับนักการตลาด​ ​ดัง​นั้น​ ​นักการตลาด​ส่วน​ใหญ่​จึง​ยัง​วางเป้าหมายหลักทางการตลาด​อยู่​ที่กลุ่มลูกค้า​ใน​ย่านเอเชียต่อไปอย่างเหนียวแน่น​ ​แถมกลุ่มเหล่านี้​ยัง​มี​ความ​สามารถ​ใน​การซื้อสูงกว่ามาตรฐานเฉลี่ย​ทั่ว​ไป​ ​พิจารณา​จาก​ระดับราย​ได้​และ​ระดับการศึกษาที่​จะ​ส่งผลต่ออาชีพ​และ​หน้าที่การงาน​ด้วย​ (อ่านล้อมกรอบ​ ​จีน​-​อินเดีย​ 2 ​ตลาดเอเชียที่​ใครๆ​สนใจ)

​เทรนด์ที่สี่​ ​คือ​ ​กลยุทธ์การตลาดแบบปากต่อปาก​ ​หรือ​ Word-Of-Mouth ​และ​ Buzz Marketing ​ยัง​คง​เป็น​กลยุทธ์ทางการตลาดที่​ได้​ผลดี​ ​โดย​เฉพาะ​ใน​กลุ่มของลูกค้าที่​เป็น​ผู้​หญิง​ส่วน​ใหญ่​ ​ทั้ง​นี้​เพราะ​ผู้​หญิงนิยมแลกเปลี่ยนประสบการณ์​ใน​การดำ​เนินชีวิต​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​ทางดี​เป็น​บวก​หรือ​ทางที่​เป็น​ลบ​ ​และ​อด​ไม่​ได้​ที่​จะ​แนะนำ​หรือ​โอ้อวดสินค้า​หรือ​บริการดีๆ​ ​ที่ตน​ได้​ไว้​ใน​ครอบครอง

​นอก​จาก​นั้น​ ​คนที่มีงานทำ​จะ​มีการติดต่อ​ ​สนทนา​ ​ปฏิสันถาร​กับ​ผู้​คนมากมาย​ใน​แต่ละวัน​ ​เรื่องราวของการซื้อ​และ​ใช้​สินค้า​จึง​กลาย​เป็น​หนึ่ง​ใน​หัวข้อของการสนทนาที่มี​เรื่องมา​ให้​เล่า​กัน​ได้​ไม่​ซ้ำ​เรื่อง​ใน​แต่ละวัน​และ​ยิ่งคนที่มีราย​ได้​ปานกลางไป​ถึง​ราย​ได้​สูง​แล้ว​ ​ยิ่งมี​แนวโน้มว่า​จะ​มี​เรื่องสนทนา​เกี่ยว​กับ​สินค้ามากกว่ากลุ่มที่มีราย​ได้​ต่ำ​ (อ่านล้อมกรอบ​ BUZZ ​เทคนิคที่​ใครต่อใครเริ่มสนใจ​ )

​เทรนด์ที่ห้า​ ​เรื่อง​ใหม่​ใน​เหล้า​เก่าที่​เป็น​สื่อแบบดั้งเดิมทางการตลาด​นั้น​ ​มี​ความ​เชื่อว่า​ใน​ปีหน้ากลุ่มลูกค้าที่​เป็น​คนหนุ่มสาว​จะ​ลด​ความ​สนใจ​ใน​งานโฆษณาที่​เป็น​สิ่งพิมพ์ลงไปอีก​ ​เพราะ​มีช่องทางการแสวงหาข่าวสาร​ใหม่ๆ​ที่ดีกว่า​ ​หากนักการตลาด​ยัง​ต้อง​การ​จะ​ใช้​สื่อดั้งเดิมดังกล่าว​จะ​ต้อง​พิจารณา​ให้​ดี​และ​รอบคอบเพื่อมิ​ให้​เงินงบประมาณที่ลงทุนไปจำ​นวนมากมาย​ได้​ประสบผลสัมฤทธิ์

​เทรนด์ที่หก​ ​การ​ใช้​สื่อหลายอย่างพร้อมๆ​กัน​มี​แนวโน้มที่​จะ​มากขึ้น​ ​การ​ให้​ความ​สำ​คัญ​กับ​สื่อเพียงอย่าง​ใด​อย่างหนึ่ง​ ​อาจ​ไม่​ประสบผล​ใน​การส่งเสริมการตลาด​เท่า​ที่ควร​ ​สื่อสารที่มี​จะ​นำ​ไป​ใช้​ควบคู่​กับ​การ​ใช้​เซิร์ชเอ็นจิ้นบนโลกอินเทอร์​เน็ตก็คือ​ ​การชมรายการโฆษณาทางทีวีบ้าง​เป็น​ครั้งคราว​ ​และ​ส่วน​หนึ่งของคนที่ชอบฟังวิทยุ​จะ​สนใจอ่านหนังสือพิมพ์​เพื่อเพิ่มเติมข่าวสาร​ให้​ครบถ้วน​ ​และ​ไม่​ตกหล่น

​การที่ลูกค้า​ใช้​สื่อสารมี​เดียหลายๆ​ทางพร้อม​กัน​นี้​ ​ทำ​ให้​นักการตลาด​ต้อง​จับปลาสองมือ​ ​ไม่​มุ่งไปที่สื่อทาง​ใด​ทางหนึ่งมากเกินไป​ (อ่านล้อมกรอบ​ ​เทคโนโลยีมัลติมี​เดียเปลี่ยนโลกโฆษณา)

​เทรนด์ที่​เจ็ด​ ​โฉมหน้า​ใหม่​ของงานการตลาดทางหนังสือพิมพ์​ใน​ปีหน้า​ ​เพราะ​หนังสือพิมพ์​ใน​วันนี้ทำ​แต่งานกระดาษ​และ​ไม่​มีหน้าร้านบนออนไลน์​แทบ​จะ​ไม่​ได้​แล้ว​ ​จะ​ต้อง​มีหนังสือพิมพ์ออนไลน์​เกิดขึ้นควบคู่​กัน​ ​เพื่อเก็บราย​ได้​จาก​คนที่​เข้า​ชมข้อมูล​และ​ข่าวทางตลาดออนไลน์​ด้วย​ ​ยิ่งกว่า​นั้น​ ​ลูกค้าจำ​นวน​ไม่​น้อย​ได้​ทิ้งวิธีการอ่านข่าวสารทางกระดาษไป​แล้ว​ ​และ​ใช้​การ​เข้า​ไปอ่านหัวข้อข่าวทางตลาดออนไลน์​ใน​หัวข้อ​ ”​ฮอตไลน์นิวส์​” ​แทน​ ​ไม่​น้อยกว่า​ 2-15% ​แล้ว

​เทรนด์ที่​แปด​ ​การส่งเสริมการตลาด​ด้วย​การจัดประชุม​ ​สัมมนา​ ​และ​งานกิจกรรมทางสังคมที่รวมมวลชน​ใน​ชุมชน​ ​มี​แนวโน้มที่​จะ​ได้​รับการเรียกขาน​ให้​นำ​ไป​ใช้​ใน​ทางการตลาดมากขึ้น​ ​เพราะ​ปัจจุบันการเดินทางเพื่อธุรกิจ​ ​โดย​เฉพาะการร่วมงานแสดงสินค้า​ ​เอ็กซิบิชั่น​ ​หรือ​คอนเฟอเรนซ์​ ​นับวัน​จะ​กลาย​เป็น​เรื่องธรรมดา​ใน​แวดวงการตลาดอีกอย่างหนึ่ง

​นอกเหนือไป​จาก​นั้น​ ​การจัดงาน​ใน​รูปแบบ​ใหม่​ ​เช่น​ ​ออนไลน์​ ​เวิร์กชอป​ ​หรือ​การทำ​ e-meeting ​ที่​ไม่​จำ​เป็น​ต้อง​มีการเดินทางไป​ยัง​ประ​เทศที่​เกี่ยวข้องก็นิยมนำ​ไป​ใช้​ใน​การทำ​กิจกรรมการส่งเสริมการตลาดของกิจการค้าระหว่างบี​-​ทู​-​บี​ (B2B : Business to Business) ​หรือ​ระหว่างภาคธุรกิจ​กับ​ภาคธุรกิจ​ด้วย​กัน​ที่​ไม่​ใช่​กลุ่มครัวเรือน​ ​ซึ่ง​จาก​การประ​เมินผลของการดำ​เนินกิจกรรมทางการตลาดสมัย​ใหม่​นี้​ ​พบว่า​ให้​ผลลัพธ์ทางการตลาด​และ​ได้​รับการตอบรับ​จาก​ลูกค้า​ได้​ดี​ไม่​แพ้​กัน​ที​เดียว​ ​แถม​ยัง​ประหยัดเงินค่า​ใช้​จ่าย​ใน​การเดินทางไปพบปะ​กัน​จริงๆ​ ​ด้วย

​เทรนด์ที่​เก้า​ ​การจัดทำ​แบบสำ​รวจ​และ​วิจัยทางการตลาดทางออนไลน์​เป็น​อีกแนวโน้มหนึ่งที่ทำ​ท่าว่า​จะ​ขยายวงกว้างขึ้น​ใน​ปี​ 2550 ​นี้​ ​เพราะ​ไม่​ว่ากิจการที่​ต้อง​การสำ​รวจ​และ​วิจัยทางการตลาด​จะ​เป็น​กิจการที่มีร้านค้าที่​เปิดหน้าร้านแบบดั้งเดิม​ ​หรือ​ร้านค้าที่​เปิดเว็บไซต์จำ​หน่ายบนตลาดอินเทอร์​เน็ต​อยู่​แล้ว​ก็​สามารถ​ใช้​เครือข่ายอินเทอร์​เน็ตเพื่อทำ​กิจกรรมทางการตลาดด้านนี้​ได้​อย่างดี​ ​ทั้ง​นี้​เนื่อง​จาก​การสำ​รวจก่อนหน้านี้​ได้​พบว่าราว​ 87%​ของลูกค้าที่สำ​รวจ​ ​ใช้​ตลาดอินเทอร์​เน็ต​ใน​กิจกรรมการซื้อหา​ ​และ​ยินดีที่​จะ​ให้​ข้อมูลป้อนกลับเพื่อ​ใช้​เป็น​ผลทางการดำ​เนินงานของ​ผู้​ประกอบการต่อไป​ ​ผ่านการออกแบบสำ​รวจ​และ​วิจัยทางการตลาดดังกล่าว

​เทรนด์ที่สิบ​ ​การเชื่อมโยงเว็บไซต์​กับ​เซิร์จเอ็นจิ้น​ ​กลาย​เป็น​กิจกรรมทางการตลาดที่มี​ความ​จำ​เป็น​และ​หลีกเลี่ยง​ไม่​ได้​ ​มากกว่า​จะ​เป็น​ทางเลือกที่​จะ​ทำ​หรือ​ไม่​ทำ​ก็​ได้​ ​ซึ่ง​ความ​สำ​เร็จ​จะ​ขึ้น​กับ​การแสวงหาคำ​ที่​เป็น​คีย์ที่ถูก​ต้อง​ที่ลูกค้า​จะ​ใช้​ใน​การ​ค้น​หา​ ​ตรง​กับ​คำ​ที่​ผู้​ประกอบการ​นั้นๆ​ใช้​พอดี​ ​จะ​ทำ​ให้​เว็บไซต์ของกิจการ​นั้น
​กลาย​เป็น​เว็บไซต์ที่มี​ความ​นิยม​และ​มีคน​เข้า​ไป​ค้น​หาข้อมูลมากที่สุด​ใน​อันดับต้นๆ​ ​และ​ทำ​ให้​การ​เข้า​ออกเว็บไซต์ของตนคับคั่งอย่าง​ไม่​น่า​เชื่อ

************

เทคโนโลยีมัลติมี​เดียเปลี่ยนโลกโฆษณา

จาก​ผลการหารือ​กัน​ของ​ผู้​ที่​เกี่ยวข้องระหว่างการประชุมประจำ​ปีของสมาคมนักโฆษณา​แห่งชาติ​เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา​ ​ความ​ท้าทายประการแรกที่ทำ​ให้​นักการตลาด​ต้อง​เผชิญหน้า​กับ​ความ​ยุ่งยากทางการตลาดมากขึ้นก็คือ​ ​ความ​ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนั่นเอง​

​ความ​ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสั่นสะ​เทือนวงการตลาดโลก​ ​ทำ​ให้​เกิดการปรับตัวตลอดเวลา​และ​อย่างมากมาย​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​สินค้า​ใน​แบรนด์ดัง​หรือ​ไม่​ก็ตาม​ ​สิ่งที่พิสูจน์​เรื่องนี้อย่างชัดเจน​ ​คือ​ ​การปรับตัว​ใน​งานด้านการโฆษณา​จาก​ที่​เคยพึ่งพาช่องทางทางโทรทัศน์​ ​มา​เป็น​ช่องทางที่มีนวัตกรรม​อื่นๆ​ ​ทั้ง​ที่​เป็น​ช่องทางผ่านเครือข่าย​ ​และ​อุปกรณ์​ไร้สาย​ ​และ​โมบายโฟน

​แม้ว่ามี​เดียที่​ใช้​ใน​การโฆษณา​และ​ดำ​เนินกิจกรรมส่งเสริมการตลาด​จะ​ได้​มีการปรับเปลี่ยนไปอย่างต่อ​เนื่อง​มา​โดย​ลำ​ดับ​ ​แต่​ความ​ต้อง​การขั้นพื้นฐานของมนุษย์​ไม่​ได้​เปลี่ยนแปลง​ ​และ​มีพฤติกรรมที่มี​ความ​ซับซ้อน​และ​ยาก​ใน​การ​เข้า​ถึง​เพื่อกระตุ้น​ให้​เกิด​ความ​ต้อง​การสินค้า​และ​บริการ

​นักการตลาด​ยัง​พบอีกว่า​ ​ใน​ด้านลูกค้า​นั้น​ได้​เกิดการเปลี่ยนแปลง​ใน​การ​ใช้​มี​เดีย​และ​เทคโนโลยีอย่างรวด​เร็ว​เพื่อ​ค้น​หาทางเลือกที่​เหมาะสมที่สุด​ใน​การตอบสนอง​ความ​ต้อง​การของ​ผู้​บริ​โภค​ ​ทำ​ให้​นักการตลาด​ต้อง​ปรับกลยุทธ์​ใน​การโฆษณาผ่านสื่อมี​เดีย​ใหม่​ให้​สอดคล้อง​กับ​พฤติกรรมดังกล่าว​ด้วย

​ประการที่สอง​ ​ลำ​พังการ​ใช้​สื่อเพื่องานการโฆษณา​ไม่​สามารถ​กระตุ้น​ความ​ต้อง​การ​และ​ทำ​ให้​เกิดการซื้อสินค้า​และ​บริการ​ได้​เสมอไป​ ​นักการตลาดพบว่า​จะ​ต้อง​ทำ​สิ่งที่​เรียกว่า​ ​ความ​ประหลาดใจที่พึงประสงค์ทำ​ให้​ลูกค้าสมหวังอย่าง​ไม่​คาดหมาย​ ​หรือ​ทำ​นองของโชคลาภพิ​เศษ​ ​ไม่​ใช่​เพียงแต่การ​ให้​รางวัลตามธรรมดา​ใน​รูปแบบเดิมๆ​ ​อีกต่อไป

​ยกตัวอย่างเช่น​ ​ผลงานการโฆษณาที่บริษัทพี​แอนด์จี​ ​ออกไปเมื่อ​ไม่​นานมานี้​ ​เป็น​งานโฆษณาที่ติด​อยู่​ที่หน้ากระจก​ใน​ห้องน้ำ​หญิง​ ​ด้วย​การป้อนคำ​ถามโดนใจว่า​ “​ลิปสติกของคุณ​ยัง​เคลือบ​อยู่​บนเรียวปากงามของคุณ​หรือ​เปล่า​” ​และ​นำ​ข้อ​ความ​ที่​เป็น​คำ​ถามนี้​โฆษณา​ซ้ำ​ทางโทรทัศน์​ ​เพื่อกระตุ้น​ให้​ผู้​หญิงสนใจเรียวปากทุกครั้งที่​เข้า​ห้องน้ำ​ ​เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง​ ​และ​แต่งเติมเรียวปาก​ด้วย​ผลิตภัณฑ์ลิปสติกยี่ห้อคัพเวอร์​เกิร์ล​ ​ของพี​แอนด์จี

​งานโฆษณาชิ้นนี้​เป็น​ที่กล่าว​ถึง​กัน​ใน​วงการโฆษณาชั้นนำ​ของโลก​ ​เพราะ​มี​ส่วน​ทำ​ให้​ยอดการจำ​หน่ายลิปสติกของคัพเวอร์​ ​เกิร์ล​ ​เพิ่มขึ้น​ได้​กว่า​ 25% ​ที​เดียว

​การกระ​แทก​ความ​รู้สึก​และ​อารมณ์ของลูกค้า​ใน​ช่วงเวลาที่​ไม่​คาดหมาย​ ​และ​ตั้งตัว​ไม่​ทัน​ ​ใน​ประ​เด็นที่ลูกค้านึก​ไม่​ถึง​หรือ​ละ​เลย​ความ​สำ​คัญ​ใน​จังหวะที่ดี​ ​เช่น​ ​จังหวะที่​ผู้​หญิงส่องกระจก​ใน​ห้องน้ำ​สาธารณะ​หรือ​ที่ทำ​งาน​ ​อัน​เป็น​จังหวะที่​ผู้​รับโฆษณา​เปิด​ความ​คิด​ความ​อ่านมากจังหวะหนึ่ง​ ​เป็น​ผลดี​ใน​การกระตุ้นการซื้อ​ใน​ทางบวก​ได้​มากที่สุดหนทางหนึ่งของการตลาดสมัย​ใหม่

​อีกตัวอย่างหนึ่งที่อาจ​จะ​แสดงการโดนใจ​ได้​ดี​ ​คือ​ ​งานการโฆษณาของห้างขายลดวอลมาร์ท​ ​ที่ประสบ​กับ​ปัญหาทางธุรกิจ​เพราะ​พึ่งพาฐานลูกค้า​เพียงกลุ่มเดียว​เป็น​หลัก​ ​คือ​ ​กลุ่มนักชอปปิ้งที่สนใจสินค้าราคาต่อหน่วยต่ำ​และ​ขายลดราคา​จาก​ป้าย​เป็น​หลัก

​เมื่อ​ไม่​นานมานี้​ ​ห้างวอลมาร์ท​ได้​เสนอเงื่อนไขการขายปลีก​ใหม่​ที่​เป็น​ความ​พยายาม​ใน​การดึงดูดลูกค้า​ใน​ตลาดระดับราย​ได้​สูงขึ้นกว่าฐานลูกค้ากลุ่มเดิมของกิจการ​ ​ด้วย​การจำ​หน่ายสินค้าที่มีราคาต่อหน่วยแพงมากขึ้น​ไม่​ใช่​สินค้าอุปโภคบริ​โภคประจำ​วัน​เท่า​นั้น​ ​อย่างเช่น​ ​เหล้า​ไวน์​ ​ที่มีราคาต่อหน่วย​ 200 ​ดอลลาร์​ ​ด้วย​การเสนอราคาลด​จาก​ปกติที่ประหยัดเงิน​ใน​กระ​เป๋าของลูกค้า​ไฮโซที่ชอบละ​เลียดไวน์​แกล้มอาหารเย็น​ได้​ถึง​ 65 ​ดอลลาร์​เพื่อทำ​ให้​มูลค่าการจำ​หน่ายรวมของร้านค้าปลีกของตนเพิ่มขึ้น

​ขณะ​เดียว​กัน​ ​วอลมาร์ท​ได้​ปรับปรุงพื้นที่​และ​การจัดการร้านค้าปลีกของตนไปสู่​ความ​เป็น​ร้านค้าที่​ใกล้​ชิด​และ​ควบคู่​กับ​การดำ​เนินชีวิตประจำ​วันของลูกค้า​ไม่​แตกต่าง​จาก​ร้านคอนวี​เนียนสโตร์มากนัก​ ​ด้วย​การเพิ่ม​ความ​ใส่​ใจ​ใน​กิจกรรมเชิงสังคมของชุมชน​ ​เช่น​ ​การร่วมรณรงค์ต่อสู้​กับ​โรคเอดส์​ ​ใน​แอฟริกา​ ​และ​การกระตุ้น​ให้​มีการบริจาคเงินเพื่อการกุศล​และ​สาธารณะประ​โยชน์มากขึ้น

​เรื่องนี้ดู​เหมือน​จะ​ไม่​แตกต่าง​จาก​การส่งเสริมการจำ​หน่ายของพี​แอนด์จี​ ​ที่​แนะนำ​และ​เปิดตัวผลิตภัณฑ์ซักล้างที่​ใช้​เทคโนโลยี​ PUR ​ที่​ไม่​ทำ​ให้​เกิดภาวะน้ำ​เสีย​จาก​สารเคมี​ใน​ประ​เทศที่ยากจนอย่างเช่น​ ​ตลาด​ใน​แอฟริกา​ ​แลการรณรงค์​เรื่องนี้อย่างต่อ​เนื่อง​ ​ด้วย​การแสดงตัวเลขว่า​เด็ก​เล็ก​ราว​ 5,000 ​คน​ต้อง​เสียชีวิตทุกวัน​จาก​การดื่มน้ำ​ที่มีสารพิษ​ ​และ​สังคม​ต้อง​การการจัดระ​เบียบด้านมลภาวะทางน้ำ​ใน​โลก​ ​เป็น​ต้น

​เรื่องของ​ความ​น่า​เชื่อถือ​ใน​การ​เป็น​กิจการที่​ต้อง​อาศัยเทคโนโลยี​เพื่อรักษาหน้าตาของกิจการก็​เป็น​เรื่องที่มี​ความ​สำ​คัญ​ ​ความ​น่ากลัวของพัฒนาการทางเทคโนโลยี​ ​ยัง​กระทบการตลาด​ใน​แง่ที่ทำ​ให้​ผู้​บริ​โภคตัดสินใจ​เข้า​ไป​ค้น​หาสิ่งที่​ต้อง​การบนเครือข่ายอินเทอร์​เน็ต​ ​แทนที่​จะ​ขอ​ให้​นักการตลาดคอยบอกว่าพวก​เขา​ต้อง​การสินค้าอะ​ไร​ ​ผ่านทางงานโฆษณา​และ​ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ

​บทสรุปประการหนึ่งที่นักการตลาดของกิจการยักษ์​ใหญ่​ทั้ง​หลายของโลกเชื่อว่ามี​ความ​จำ​เป็น​ต้อง​เปลี่ยนแปลง​ใน​ระยะต่อไป​ ​คือ​ ​การเลิก​ความ​พยายามที่​จะ​ควบคุม​หรือ​เจ้ากี้​เจ้าการวางตำ​แหน่งทางการตลาดของแบรนด์ของตนตามที่กิจการ​ต้อง​การ​ ​แต่หันไปสนใจศึกษา​และ​ทำ​ความ​เข้า​ใจอย่างจริงจังว่าลูกค้าคิดอย่างไร​กับ​แบรนด์ของตน​ ​และ​ทำ​ให้​ตำ​แหน่งทางการตลาด​ใน​ความ​คิดของลูกค้า​อยู่​ที่​ส่วน​ไหนของตลาด​ทั้ง​หมดมากกว่า

​พูดง่ายๆ​ ​คือ​ ​นักการตลาดยุคนี้​ต้อง​ปรับ​และ​ปล่อย​ให้​กิจกรรม​และ​งานทางการตลาดลื่นไหลไป​กับ​กระ​แสของตลาดโลก​ ​ไม่​ใช่​พยายาม​จะ​ทวนกระ​แสตลาด​และ​ยื้อทุกสิ่งทุกอย่าง​ให้​ได้​ดังใจของตน​ ​แม้ว่าการโฆษณาทางทีวี​จะ​ยัง​เป็น​ช่องทางหลักที่นักการตลาด​สามารถ​ครอบครองแนว​ความ​คิด​และ​คอนเซปต์ของแบรนด์​ให้​เป็น​ไปอย่างที่ตน​ต้อง​การ​ได้​มากที่สุดก็ตาม

**************

จีน​-​อินเดีย​
2 ​ตลาดเอเชียที่​ใครๆ​สนใจ

​ยุคนี้คือศตวรรษของเอเชีย​ ​จาก​การเติบโตอย่างรวด​เร็ว​และ​ต่อ​เนื่อง​ของตลาด​ใน​ย่านนี้​ ​คาดการณ์ว่า​ใน​ปี​ 2020 ​ประชากรเอเชียที่​ไม่​รวมญี่ปุ่น​จะ​เพิ่ม​จาก​ 3 ​พันล้าน​ ​เป็น​ 3.5 ​พันล้านคน​ ​คิด​เป็น​ 47% ​ของประชากรโลกที​เดียว​ ​และ​ใน​ช่วง​ 20 ​ปี​นั้น​การแพร่กระจาย​ความ​มั่งคั่ง​และ​การศึกษา​จาก​โทคโนโลยีการสื่อสารที่​เชื่อมโลก​ไว้​ด้วย​กัน​ ​รวม​ทั้ง​การบรรลุ​ความ​เป็น​โลกาภิวัตน์ระดับรัฐบาล​ใน​กลุ่มประ​เทศเอเชีย​ ​จะ​ทำ​ให้​ประชากรเอเชีย​ใน​ศตวรรษที่​ 21 ​ถึง​พร้อม​ด้วย​ความ​เป็น​ผู้​ประกอบการ​ ​ความ​รอบรู้​ ​และ​ความ​มั่นใจ​ใน​การครอบครอง​ส่วน​หนึ่งของโลก

​คนเอเชีย​เป็น​ที่ยอมรับ​ใน​เรื่อง​ความ​เป็น​เจ้าบ้านที่ดี​โอบอ้อมอารีถือ​เป็น​สินทรัพย์ที่ทรงพลังมากที่​จะ​ส่งเสริมผลักดันการ​เป็น​แบรนด์ระดับโลก​ใน​ธุรกิจบริการ​ ​โดย​ประ​เทศ​ใน​เอเชียที่​เชื่อว่าน่า​จะ​เป็น​ประ​เทศเป้าหมายของ​ผู้​ผลิตสินค้า​จาก​ทั่ว​โลกก็คือ​ ​จีน​ ​และ​อินเดีย

จีนตลาดมหึมา
ที่ทุกคนหวังจับ​ให้​อยู่​หมัด

​หลังการเสียชีวิตของประธานเหมา​ ​ก่อนที่จีน​จะ​ปฏิรูปตลาดเสรี​ใน​ปี​ 1979 ​ภาย​ใต้​การนำ​ของเติ้ง​ ​เสี่ยว​ ​ผิง​ ​มีการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจจีน​ ​ที่มีขนาดมหาศาล​ถึง​ 9.90 ​แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ​ ​ตั้งแต่​นั้น​เป็น​ต้นมา​เศรษฐกิจของจีนก็มี​ความ​โดดเด่นเหนือชาติ​ใน​เอเชียตะวันออก​ทั้ง​หมด​ ​เป็น​เศรษฐกิจที่ขยายตัวสูง​ ​อัตรา​เงินเฟ้อต่ำ​ลง​ ​พร้อมรื้อระบบที่รัฐ​เป็น​เจ้าของทุกอย่าง​ ​เพื่อเปิดทาง​ให้​เอกชน​เป็น​เจ้าของกิจการเพิ่มขึ้น

​ตอนหนึ่ง​ใน​นิตยสารแบรนด์​เอจ​ ​ปีที่​ 4 ​ฉบับ​ที่​ 2 ​อธิบายว่า​ ​นับตั้งแต่ปี​ 1987 ​มาจน​ถึง​ปัจจุบันชาวจีน​ไม่​ได้​เป็น​ ​"​ผู้​ใช้​สินค้าของรัฐ" ​อีกต่อไป​ ​ชาวจีน​ได้​เปลี่ยนแปลง​เป็น​ ​"​ผู้​บริ​โภค" ​ที่มี​ความ​แตกต่างทางราย​ได้​อย่างเห็น​ได้​ชัด​ ​และ​ทำ​ให้​สามารถ​แยกกลุ่ม​ผู้​บริ​โภคออก​เป็น​ 4 ​กลุ่ม

​กลุ่มแรก​ The 'Have-Nots' ​จัด​ได้​ว่า​เป็น​คนจนของประ​เทศ​ ​ชาวจีนกลุ่มนี้อาจ​จะ​มีราย​ได้​น้อยมาก​ ​หรือ​แทบ​ไม่​มีราย​ได้​เลย​ ​อาศัย​อยู่​ตามชนบทอย่างยากไร้​ ​ประชากรกลุ่มนี้​ยัง​คงบริ​โภคสินค้าตามสภาพ​ความ​เป็น​อยู่​แบบเดิมๆ

​กลุ่มที่สอง​ The Average Chinese ​ประ​เมินว่า​เป็น​ประชากร​ส่วน​ใหญ่​ของประ​เทศ​ ​อาศัย​อยู่​กระจัดกระจาย​ใน​ทุกๆ​ ​จังหวัด​ ​ประชากรกลุ่มนี้​เป็น​กลุ่มที่​เป็น​แรงงานสำ​คัญของประ​เทศ​ ​มีราย​ได้​ปานกลาง​ ​มีกำ​ลังซื้อพอสมควร​ ​สินค้าที่ประชากรกลุ่มนี้ซื้อบริ​โภค​ ​มัก​จะ​เป็น​สินค้าที่​เป็น​ความ​จำ​เป็น​พื้นฐาน​ ​ราคาปานกลาง​ ​ผลิต​ใน​ประ​เทศ

​กลุ่มที่สาม​ The Changing Chinese ​เป็น​กลุ่มที่นักธุรกิจ​และ​นักการตลาด​ให้​ความ​สนใจ​ ​ประ​เมิน​กัน​ว่ามีจำ​นวนประมาณพันล้านคน​ ​และ​เป็น​กลุ่มที่มีราย​ได้​ปานกลาง​ ​ใน​ระยะ​ 2-3 ​ปีที่ผ่านมา​ ​เป็น​กลุ่มประชากรสำ​คัญที่ขับเคลื่อนปริมาณการบริ​โภคสินค้า​และ​บริการของประ​เทศ​ ​ประชากรกลุ่มนี้​เป็น​กลุ่มประชากรที่​เป็น​เป้าหมายสำ​หรับสินค้าทุกประ​เภท​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​เครื่องดื่ม​, ​เครื่องสำ​อาง​, ​เสื้อผ้า​, ​จักรยาน​, ​ทีวีสี​, ​โทรศัพท์มือถือ​ ​เป็น​ต้น

​ประชากรกลุ่มนี้​เป็น​กลุ่มที่มี​ความ​ต้อง​การที่​จะ​เปลี่ยนแปลงตัวเอง​ ​ยินดีที่​จะ​ "จ่ายแพงกว่า​เพื่อคุณภาพ​ ​และ​ภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นของตัวเอง" ​ประชากรกลุ่มนี้ยินดีต่อการเปลี่ยนแปลงด้านการตลาดสำ​คัญๆ​ ​อาทิ​ ​การพัฒนาช่องทางการจัดจำ​หน่ายสินค้า​ ​และ​การสร้าง​ความ​สัมพันธ์ระหว่าง​ผู้​บริ​โภค​และ​แบรนด์

​กลุ่มที่สี่​ The Nouveaux Riches ​เป็น​ประชากรกลุ่ม​เล็กๆ​ ​ของประ​เทศ​ ​ประ​เมินว่ามีประมาณ​ไม่​เกิน​ 5 ​ล้านคน​ ​แต่​เป็น​ประชากรกลุ่มที่มีกำ​ลังซื้อสูงสุดของประ​เทศ​ ​ประชากรกลุ่มนี้​เป็น​กลุ่มที่มีสถานะ​เป็น​ผู้​ประกอบการกิจการ​ใน​ลักษณะต่างๆ​ ​กัน​ ​เป็น​กลุ่ม​ผู้​บริ​โภคสินค้าหรู​ ​ๆ​ ​รถยนต์ราคา​แพง​ ​และ​เครื่องเพชร​ ​เครื่องประดับต่างๆ

​นับตั้งแต่ปี​ 2003 ​เป็น​ต้นไป​ ​นักธุรกิจ​ ​และ​นักการตลาดที่​ต้อง​การ​จะ​ติดต่อค้าขาย​กับ​ผู้​บริ​โภคชาวจีน​ ​จะ​ต้อง​สามารถ​แยกแยะ​ผู้​บริ​โภคชาวจีนออก​เป็น​กลุ่มๆ​ ​มุมมอง​ใน​การวิ​เคราะห์​แยกแยะมี​อยู่​ด้วย​กัน​หลากหลาย​ ​แต่​ไม่​ว่า​จะ​แยกกลุ่ม​ผู้​บริ​โภคชาวจีนออกไปอย่างไร​ ​ลักษณะสำ​คัญของ​ผู้​บริ​โภคชาวจีนที่​เราพึงระลึก​ถึง​อยู่​เสมอมี​ทั้ง​ที่​เป็น​การบริ​โภคแบบ​ "ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้าอย่างไร้หลักการ" (Perceptual Randomness) ​ไปจน​ถึง​ "ซื้อ​ด้วย​หลักการ​และ​เหตุผลอย่างรอบคอบ" (Rational Planning)

อินเดียกำ​ลัง​จะ​ร้อนแรง

​ระบบการบริหารราชการของรัฐบาลอินเดีย​ใน​ช่วง​ 40 ​ปี​ ​หลัง​จาก​ได้​รับอิสรภาพ​จาก​อังกฤษ​ ​เป็น​ระบบที่​ได้​ทำ​ลาย​ความ​สามารถ​แบบ​ผู้​ประกอบการของคนอินเดีย​ ​ทุกวันนี้อินเดียมีการเปิดเสรีอย่างรวด​เร็ว​ใน​อุตสาหกรรมที่สำ​คัญๆ​ ​เช่น​ ​โทรคมนาคม​ ​ธนาคาร​ ​ตลาดทุน​ ​ให้​คนต่างชาติมี​โอกาส​เป็น​เจ้าของธุรกิจ​ ​และ​ลงทุน​ได้​ ​รัฐบาลกลางปลดปล่อยการควบคุม​ ​ความ​ปรารถนา​ใน​ที่​จะ​ก้าว​เข้า​สู่​เศรษฐกิจ​ใหม่​ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ​ ​แต่มั่นคง​ ​ภาพลักษณ์ที่​เปลี่ยนไปอย่างรวด​เร็ว​ของอินเดีย​ ​ส่งผล​ให้​ "อินเดีย" ​กลาย​เป็น​ดาวรุ่งพุ่งแรง​ใน​ทวีปเอเชียจนทำ​ให้​แทบทุกประ​เทศหันมาจับตามองอินเดีย​ไม่​แพ้ประ​เทศจีนเลยที​เดียว

​ประชาชนชาวอินเดียกว่า​ 1,050 ​ล้านคน​ ​เมื่อสิ้นปี​ 2003 ​ดู​จะ​เป็น​ตัวเลขที่นักการตลาดหลายต่อหลายประ​เทศตาลุกวาวเมื่อคิด​ถึง​โอกาส​ใน​การขายสินค้า​เป็น​จำ​นวนมาก​ ​แต่​ใช่​ว่าตลาด​ใน​อินเดีย​จะ​เป็น​หมู​ให้​ใครต่อใครมา​เคี้ยว​ได้​ง่ายๆ

​อินเดีย​สามารถ​ส่งออกสินค้าซอฟต์​แวร์​ซึ่ง​เป็น​ส่วน​หนึ่งของอุตสาหกรรมไอที​ได้​ถึง​ 6 ​พันล้านเหรียญสหรัฐ​ใน​ปี​ 2000 ​การเติบโตของมูลค่าส่งออก​ใน​แต่ละ​ไตรมาสมีประมาณ​ 5-7% ​มีการคาดการณ์​จาก​ Mckinsey & Co ​และ​สมาคมบริษัทซอฟต์​แวร์​แห่งชาติของอินเดีย​ (National Association of Software & Service Companies: Nassacom) ​ว่าภาย​ใน​ปี​ 2008 ​อุตสาหกรรมไอที​ใน​ประ​เทศอินเดีย​จะ​ส่งออก​ได้​ถึง​ 5 ​หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ​ ​ขณะที่ตลาดสินค้า​ไอที​ ​ใน​ประ​เทศ​จะ​มีราย​ได้​ถึง​ 4 ​หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ​ ​ซึ่ง​นั่นหมาย​ถึง​ตำ​แหน่งงาน​ใหม่​ 2.2 ​ล้านตำ​แหน่ง​ ​สิ่งเหล่านี้​จะ​ผลักดัน​ให้​อินเดียมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ​ 7-8%

​ดู​เหมือนว่า​ผู้​ประกอบการยุค​ใหม่​ใน​ธุรกิจไอทีของอินเดีย​จะ​มีวิธีที่ดี​เกินคาด​ ​ใน​การฉุดประ​เทศ​ให้​พ้น​จาก​ความ​ยากจน​ใน​อดีต​ ​แต่​ยัง​คงยากที่​จะ​เติบโตไล่ประ​เทศจีนขึ้นมา​ใน​ช่วงเวลาอัน​ใกล้

**************

BUZZ ​เทคนิคที่​ใครต่อใครเริ่มสนใจ​

​เทคนิค​ใหม่​ทางการตลาดที่กำ​ลัง​เป็น​ที่สนใจของนักการตลาด​ทั่ว​โลก​ใน​เวลานี้​ ​คือ​ ​บัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​(Buzz Marketing) ​จนกระทั่งมีสำ​นวนทางการตลาดที่พูดคุย​กัน​หนาหูว่า​ ​วันนี้คุณ​ได้​ฟังเรื่องราวของบัซซ์​หรือ​ยัง​ ???

“Buzz” ​หมาย​ถึง​รูปแบบของการพูดคุยอย่างเอาจริงเอาจังที่ผ่าน​จาก​คนหนึ่งไป​ยัง​อีกคนหนึ่ง​ ​ที่ถูกนำ​ขึ้นมา​ใช้​เป็น​เครื่องมือทางการตลาดแบบหนึ่ง​ ​มีการว่าจ้างคนที่ผ่านการคัดเลือกว่า​เหมาะสมคอย​ให้​ข้อมูล​กับ​กลุ่มลูกค้า​เป้าหมาย

​สิ่งที่​แตกต่าง​จาก​การบอกแบบปากต่อปาก​โดย​ทั่ว​ไป​ ​คือ​ ​บัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​เป็น​การบอกข้อมูลที่​เหนือกว่า​ใน​ด้านการ​ให้​ข้อมูลแบบอินไซด์ที่​ไม่​มี​ใครรู้มาก่อนยกเว้นแต่​ผู้​ที่​เกี่ยวข้องวง​ใน​เท่า​นั้น
​ซึ่ง​เป็น​ข่าววง​ใน​ที่น่าสนใจ​และ​สร้าง​ความ​อยากรู้อยากเห็น

​การ​ใช้​ทีมงานภาคสนามที่ทำ​หน้าที่​ใน​การโปรโมตกิจกรรม​หรือ​สินค้าที่​เป็น​เครื่องมือตามแบบของบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้งนี้​ ​ทำ​ให้​เกิดกลุ่มคนที่ถูกฝึกฝน​ให้​มี​ความ​รู้​ใน​การ​ใช้​กิจกรรมการส่งเสริมการตลาดแบบ​ใหม่​ที่มัก​จะ​ใช้​ได้​ผลดี​กับ​คนหนุ่มสาวสมัย​ใหม่​ที่​ต้อง​การแหล่งข่าว​อื่นๆ​ ​ที่มากกว่าการโฆษณาทางสื่อดั้งเดิม

​บริษัทที่ทำ​หน้าที่บริหารจัดการกิจกรรมทางการตลาด​ใน​แบบของบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​ที่มีชื่อเสียงอย่างเช่น​ ​บริษัท​ ​คอนเนอร์​ ​โปรโมชั่น​ ​วางตำ​แหน่งทางการตลาดชัดเจนว่าทำ​หน้าที่​ใน​การ​ช่วย​บริหารการส่งเสริมการตลาด​โดย​การ​ใช้​บัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​เพื่อ​ให้​ผู้​ว่าจ้าง​สามารถ​หาบริษัท​ได้​อย่างรวด​เร็ว​ ​เมื่อ​ต้อง​การนำ​บัซซ์​ ​ไป​เป็น​เครื่องมือทางการตลาดของกิจการ

​ทีมงานที่ทำ​งานภาคสนามสำ​หรับบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้งนี้​ ​มัก​จะ​ทำ​งานหนัก​ ​ไม่​น้อยกว่า​ 10 ​ชั่วโมงต่อวัน​ ​และ​เป็น​การทำ​งานสร้างราย​ได้​เสริม​ ​โดย​ไม่​จำ​เป็น​ต้อง​ทิ้งงานประจำ​ที่ทำ​อยู่​ตามปกติก็​ได้​ ​ราย​ได้​ที่​เกิด​จาก​การทำ​งานแบบนี้มากน้อยตามจำ​นวนชั่วโมงการทำ​งาน​ ​แถม​ด้วย​ตัวอย่างสินค้าที่​จะ​สามารถ​ศึกษา​และ​ช่วย​ให้​การบอดข่าวสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

​สิ่งที่ทำ​ให้​ทีมงานการตลาดของบริษัทที่​ให้​บริการบริหารจัดการบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​ทำ​งาน​ใน​การ​เป็น​คนส่งสาร​นั้น​ดู​เหมือนว่า​จะ​ไม่​ใช่​เรื่องของราย​ได้​เสริมเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ทางการตลาด​เท่า​นั้น​ ​หากแต่​ยัง​ต้อง​เป็น​งาน​หรือ​กิจกรรมที่พวก​เขา​รัก​และ​ชอบ​ด้วย​ ​มิฉะ​นั้น​จะ​ต้อง​ฝืนใจอย่างมาก​ใน​การบอกข้อมูลที่ตน​ไม่​ศรัทธาจริงๆ​ ​เพราะ​จะ​สามารถ​บรรยาย​และ​จินตนาการ​ใน​เรื่องที่กำ​ลังเล่า​ได้​อย่างสมจริงสมจัง​ ​ด้วย​ศรัทธา​และ​ชื่นชอบอย่างจริงใจ​ ​จนบางครั้งแทบ​ไม่​ต้อง​ให้​ท่องสคริปต์​หรือ​บทท่อง​เป็น​คำ​พูดที่​ใช้​ใน​งาน​ด้วย​ซ้ำ​ ​เพราะ​คนเหล่านี้​จะ​สามารถ​ใช้​ถ้อยคำ​ที่​เหมาะสมกว่า​และ​เป็น​ธรรมชาติกว่า

​ความ​ก้าวหน้า​ใน​การ​ใช้​บัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​เป็น​เครื่องมือทางการตลาด​ใน​การดำ​เนินกลยุทธ์ทางการตลาดสมัย​ใหม่​ได้​ไป​ไกล​อย่างที่หลายคนอาจนึก​ไม่​ถึง​ ​และ​ไม่​ได้​ใช้​ได้​เพียงครั้งเดียว​เท่า​นั้น​ ​ใน​บางกรณีตัวแทนของทีมงานที่ทำ​หน้าที่​เป็น​ตัวแทนส่งข่าวสาร​ได้​สั่งสมประสบการณ์​และ​เครือข่ายจนกลาย​เป็น​แหล่งข้อมูลที่​ใครๆ​ ​ก็มาซักถาม​ใน​เรื่องที่ชำ​นาญ​ ​จนอาจเรียก​ได้​ว่า​เป็น​กูรู​ใน​การ​ให้​ข้อมูลไปเลย​

​ความ​สำ​เร็จของการ​ใช้​บัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ใน​ทางการตลาดที่อาจ​จะ​เป็น​เคล็ดลับของงานประ​เภทนี้​ ​คือ​ ​ประการแรก​ ​คนที่ทำ​หน้าที่ดำ​เนินกิจกรรม​นั้น​จะ​ต้อง​ไม่​ตั้งใจ​หรือ​ใช้​ความ​พยายาม​ใน​การขายจนมากเกินไป​หรือ​อย่างเห็น​ได้​ชัดจนน่า​เกียจ​ ​ประการที่สอง​ ​การทำ​หน้าที่นี้​ไม่​ใช่​มุ่งเน้นที่​เพื่อนสนิท​ ​แต่​เป็น​การทำ​งาน​กับ​คน​ใน​วงกว้าง​ ​ซึ่ง​ทำ​ให้​คนทำ​หน้าที่นี้​ ​ไม่​ค่อย​จะ​อึดอัดนัก​ ​เพราะ​ไม่​ต้อง​เสีย​ความ​รู้สึก​หรือ​รู้สึกผิด​กับ​การหลอกลวงเพื่อนๆ​ ​ของตน

​ประการที่สาม​ ​คนที่ทำ​หน้าที่ตัวแทน​ใน​งานการตลาดแบบบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​มัก​จะ​ชักชวนเพื่อนๆ​ของตน​ให้​เข้า​มาทำ​หน้าที่​เป็น​ทีมงานภาคสนามเช่นเดียว​กับ​ตน​ ​เพื่อขยายเครือข่ายของการบอกข้อมูลแบบปากต่อปากที่มีระบบ​และ​มัก​จะ​ได้​ผลดี

​นักการตลาดเชื่อว่าการ​ใช้​เทคนิคการตลาดที่อาศัยการบอกต่อ​จาก​ปากต่อปาก​ ​เป็น​กลยุทธ์ที่​สามารถ​สร้าง​ความ​สำ​เร็จทางธุรกิจ​ได้​อย่างหนึ่ง

​กิจกรรมบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​นี้​เริ่มนำ​มา​ใช้​ใน​ทางการตลาดอย่างจริงจังเมื่อปี​ 2004 ​โดย​มีบริษัทชื่อ​ ​บัซซ์​ ​เอเยนต์​ ​และ​บริษัทคอนเนอร์สโตน​ ​โปรโมชั่น​ ​เริ่ม​ให้​บริการบริหารกิจกรรมการตลาดแบบบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​แก่บริษัทต่างๆ​ ​โดย​ใช้​ทีมงานการตลาดของ​ผู้​ว่าจ้างมาฝึกเพื่อทำ​งาน​ให้​ ​เพียงแต่ทำ​งาน​ใน​แบบ​ไม่​เป็น​ทางการ
​แทนการทำ​งานตามระบบ​ใน​บริษัทของตนอย่างเช่นที่ทำ​ประจำ​วัน

​การเรียกเก็บค่าบริการของบริษัทบริการบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​คิดตามฐานของจำ​นวนตัวแทน​ใน​การทำ​งานประมาณ​ 105,000 ​ดอลลาร์​ ​ต่อทีมงาน​ 1,000 ​คน​ ​และ​เรียกเก็บเพิ่ม​ 38,000 ​ดอลลาร์ต่อตัวแทนที่​เพิ่มทุกๆ
1,000 ​คน

​การเติบโตของธุรกิจการ​ให้​บริการเพื่อส่งเสริมการตลาดแบบบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​เป็น​เครื่องพิสูจน์ว่า​เทคนิคการตลาดแบบนี้​ได้​รับ​ความ​เชื่อถือว่ามีประสิทธิภาพ​ ​และ​ไม่​ได้​ขัดแย้ง​หรือ​สวนทาง​กับ​การดำ​เนินงานทางการตลาดบนอินเทอร์​เน็ตแต่อย่าง​ใด

​การส่งเสริมการตลาดแบบบอกปากต่อปาก​เป็น​ทอดๆ​ ​เข้า​ไปเสริมกิจกรรมการส่งเสริมการตลาดผ่านทางงานโฆษณา​แบบปกติ​ ​เพียงแต่การสำ​รวจพบว่า​ ​ลูกค้า​ต้อง​ทนรับข้อมูลข่าวสารที่ผ่านทางสื่อประจำ​วัน​ไม่​น้อยกว่า​ 3,000 ​รายการต่อวัน​ ​ผ่านทางทีวี​ ​งานพิมพ์​ ​วิทยุ​ ​บิลบอร์ด​ ​และ​ซู​เปอร์มาร์​เก็ต​ ​แต่ลูกค้า​ส่วน​ใหญ่​ไม่​ได้​เชื่อถือข้อมูลเหล่านี้​ใน​ทันที​ ​โดย​เฉพาะ​เมื่อเทียบ​กับ​ข้อมูลที่​ได้​ยินมา​จาก​เพื่อนที่​ใกล้​ชิด​จะ​มี​ความ​หมายแตกต่าง​กัน​อย่างมาก​ ​เพราะ​สมมุติฐานว่า​เพื่อนมัก​จะ​ไม่​หลอกเพื่อนนั่นเอง​ ​และ​เพื่อน​ไม่​มีผลประ​โยชน์ทางธุรกิจเหมือนทีมงานตลาดของกิจการที่​โฆษณา​โดย​ตรง

​ใน​ทางทฤษฎี​ ​เมื่อตัวแทนของงานบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​บอกข้อมูลข่าวสาร​กับ​คนที่​เชื่อถือ​เขา​ 25 ​คน​ ​และ​คน​ 25 ​คน​นั้น​บอกต่อ​กับ​คน​อื่น​อีก​ 25 ​คน​ ​จำ​นวนคนที่​จะ​ได้​รับข้อมูลก็รวม​เป็น​กว่า​ 625 ​คน​เข้า​ไป​แล้ว​ ​และ​สามารถ​ทวีคูณ​เป็น​ 1,500 ​คน​ ​ภาย​ใน​เวลา​เพียง​ 1 ​สัปดาห์​เท่า​นั้น

​สิ่งที่ทำ​ให้​งานการตลาดบัซซ์​ ​มาร์​เก็ตติ้ง​ ​ได้​ผลดีอีกประการหนึ่ง​ ​น่า​จะ​มา​จาก​การปรับคำ​พูดสไตล์ของข้อมูลข่าวสาร​ให้​เป็น​ Tailor made ​ที่​แตกต่าง​กัน​ตามสไตล์ของคนฟังข้อมูล​ได้​ ​ซึ่ง​เป็น​สิ่งที่งานโฆษณา​ทั่ว​ไปทำ​ไม่​ได้​แน่นอน

​อย่างไรก็ตาม​ ​งานการตลาดแบบปากต่อปาก​ไม่​ใช่​เครื่องมืออเนกประสงค์ที่​สามารถ​ใช้​ได้​สารพัดสินค้า​ ​ใน​ประสบการณ์การทำ​กิจกรรมทางการตลาดนี้​ ​พบว่างานการตลาดแบบนี้​ใช้​ไม่​ค่อย​ได้​ผล​ใน​งานประ​กัน​ชีวิต​ ​แต่ค่อนข้าง​ได้​ผล​กับ​การส่งเสริมการตลาดขนมหวาน​และ​กางเกงยีนส์​ ​และ​คอนเสิร์ตที่ว่ามา​แล้ว

Wednesday, September 20, 2006

Bill & Melinda Gates

มูลนิธิ Bill & Melinda Gates ถือเป็นองค์กรการกุศลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ก่อตั้งและบริหารโดยครอบครัว Gates แต่ก็มีเพื่อนเก่าแก่อย่าง Patty Stonesifer มาช่วยทำให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น มูลนิธิฯ นี้กำเนิดโดยการรวมเอามูลนิธิ Gates Learning และมูลนิธิ William H. Gates Sr. (บิดาของเจ้าพ่อไมโคร ซอฟท์) เข้าด้วยกันในปี 2000 โดย Gates ได้สละเงินเป็นเงินขวัญถุงจำนวน 106 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 2 ปีแรก มูลนิธิฯ มีเงิน ทุนเพิ่มขึ้นเป็น 2 พันล้านเหรียญ ยิ่งกว่านั้น ตามที่เล่าไว้ในฉบับที่แล้วว่า Warren Buffett อภิมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของโลกรองจาก Bill Gates ได้ประกาศพินัยกรรมบริจาคหุ้นของ บริษัท Berkshire Hithaway รวมมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านเหรียญ จากธุรกรรมนี้เพิ่มขนาดเงินกองทุนให้แก่มูลนิธิ Bill & Melinda Gates ถึงเท่าตัว

"มีคนถามเราว่า ทำไมเราถึงมองอนาคตในแง่ดี ในเมื่อทุกปีมีเด็กจำนวน 3 ล้านคน เสียชีวิตด้วยโรคร้ายต่างๆ ทั้งๆ ที่สามารถป้องกันได้ มีนักเรียนเพียง 70% เท่านั้นที่สำเร็จชั้นมัธยมศึกษา (High School) โดยเฉพาะเด็กแอฟริกัน-อเมริกัน (Black) และเด็กฮิสแปนิก (Hispanic) ที่มีแค่ 50% เท่านั้นที่จบไฮสคูล และในจำนวนนั้นมีไม่ถึง 1 ใน 3 ของนักเรียนที่จบไฮสคูล ที่มีความพร้อมที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา หรือเข้าทำงาน ทั้งยังเป็นกลุ่มที่ใช้อินเทอร์เน็ตน้อยกว่า เด็กผิวขาว (White) และคืนนี้จะมีคนไร้บ้านมากกว่า 8,000 คนในซีแอตเทิล

คำตอบก็คือ เราเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้ สามารถแก้ไขได้ แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนในการเพิ่มการลงทุนเพื่อลดความไม่เท่าเทียมกัน อันเป็น ตัวการหลักในการแบ่งแยกสังคมมนุษย์ การที่ตระหนักถึงปัญหาต่างๆ นั้น ไม่เพียงพอหรอก ทุกคนต้องช่วยกันลงมือปฏิบัติอย่าง จริงจัง เพื่อทำให้เกิดความแตกต่าง

ภารกิจของมูลนิธิของเราคือ อุทิศตัวเพื่อปิดช่องว่างทางด้านสุขภาพ (Health) การศึกษา (Education) และการเข้าถึงข้อมูล ดิจิตอล เช่น ในพื้นที่ Pacific Northwest (มลรัฐวอร์ชิงตันและโอเรกอน) เราร่วมงานกับ พาร์ตเนอร์หลายฝ่าย เพื่อช่วยเหลือครอบครัว ที่มีปัญหา และช่วยวัยรุ่นให้เติบโตพัฒนาเป็น ผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ

เมื่อใดก็ตามที่เป็นไปได้ ทางมูลนิธิจะ ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้น เราทำงานกับรัฐบาล มูลนิธิอื่น ภาคเอกชน และองค์กรที่ไม่หวังผลกำไรทั้งหลาย เพื่อเพิ่มแรงกำลัง ขนาด และการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โครงการที่รับการบริจาคเงินช่วยเหลือของเรา จะต้องมีการปฏิบัติจริง มีจุดมุ่งหมายในระยะยาว มีแผนการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงที่เป็นระบบ และสามารถนำมาใช้ต่อๆ ไปได้ เราต้องการ ให้โครงการที่สำเร็จเป็นแม่บทของโครงการอื่น..." เป็นข้อความส่วนหนึ่งในจดหมายของ Bill และ Melinda ที่เขียนถึงที่มาและภารกิจ ของมูลนิธิฯ โดยมูลนิธิฯ มีภารกิจแบ่งเป็น 5 เป้าหมายหลัก คือ โครงการเกี่ยวกับการศึกษา (Education) โครงการเกี่ยวกับสุขภาพ อนามัยของโลก (Global Health) โครงการห้องสมุดระดับสากล (Global Libraries) โครงการแปซิฟิกนอร์ธเวสต์ (Pacifi Northwest) และโครงการอื่นๆ (Other Initiatives)

เป้าหมายแรก ปฏิรูประบบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาในอเมริกา (Education) เชื่อหรือไม่ว่า ปัจจุบันโรงเรียนระดับมัธยมในอเมริกาไม่ได้สอนให้เยาวชนพร้อมเผชิญหน้ากับระบบเศรษฐกิจที่ท้าทายในทุกวันนี้ เป้าหมายของมูลนิธิฯ คือ นักเรียนทุกคนในอเมริกาที่จบการศึกษาในระดับมัธยมจะต้องมีความพร้อมในการเข้าศึกษาต่อระดับอุดม ศึกษา มีความความพร้อมในการเข้าทำงาน และมีความพร้อมในการเป็นพลเมืองของประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ทางมูลนิธิฯ ได้ดำเนินงานร่วมกับโรงเรียนต่างๆ องค์กรด้าน การศึกษาอื่นๆ ที่เข้ามาช่วยกันระดมความคิด กำหนดแนวนโยบายช่วยให้โรงเรียนสอนในสิ่งที่เด็กควรรู้ ในที่สุด นักการศึกษาได้คิดสูตร "the new 3 R's" ขึ้นมา ประกอบด้วย หลักสูตรที่เข้มงวด (rigorous curriculum) วิชาที่สัมพันธ์กัน (relevant classes) ความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ที่มีส่วนผลักดันให้เด็กประสบ ความสำเร็จ (relationship) ซึ่งสูตร 3 R's ใหม่นี้จะเป“นรากฐานของความสำเร็จของเด็ก ในอนาคต

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่ผ่านมา ในงาน ประชุมการศึกษาแห่งชาติ วาระเรื่องการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ที่จัดโดยสมาคมผู้ว่าการรัฐแห่งชาติ ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนส่วนหนึ่งจากมูลนิธิฯ โดยมี Bill Gates ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ เขาเรียกระบบการศึกษาของ อเมริกาในปัจจุบันว่า "ล้าสมัย" (obsolete) ถึงเวลาที่ต้องนำมาปัดฝุ่นใหม่ และจากงานสัมมนาในครั้งนั้น มีหลายมลรัฐที่เห็นด้วยในการกำหนดนโยบายปรับปรุงพัฒนาระบบการศึกษาของโรงเรียนมัธยมในแต่ละรัฐ เพื่อมาตรฐานการศึกษาที่สูงขึ้น และมีหลายโรงเรียนที่เริ่มปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่ มีการปรับวัฒนธรรมบรรยากาศให้น่าเรียน และเป็นกันเอง แต่กระนั้นผลการเรียนของนักเรียนยังอยู่ในระดับที่ไม่เป็นที่น่าพอใจ ในกรณีนี้ทางมูลนิธิฯ ยังคงเน้นการเรียนการสอน ที่เป็นเลิศและท้าทาย ควบคู่ไปกับการปฏิรูปโครงสร้างการเรียนการสอน ปีที่ผ่านมามูลนิธิฯ ให้ทุนเรียนดีแก่นักเรียนเก่งกว่า 9,000 คน ผ่านทุน Gates Millennium Scholars (GMS) โดยนักเรียนทุนเหล่านี้เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา นอกจากนี้มูลนิธิฯ ยังสนับสนุนรายการ Think ของ MTV ซึ่งเป็นรายการทาง การศึกษาสไตล์ MTV ที่เข้าถึงเยาวชนกว่า 13 ล้านคนทั่วประเทศ

เป้าหมายที่ 2 มุ่งเน้นที่สุขภาพอนามัย ของโลก (Global Health) เป็นโครงการระดับนานาชาติที่ต้องการช่วยป้องกันและรักษาโรคร้ายต่างๆ เช่น มาลาเรีย และเอดส์ เป็นต้น ที่กำลังจู่โจมประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายในแถบแอฟริกา และเอเชีย มูลนิธิฯ ให้เงินสนับสนุนโครงการพัฒนายารักษาโรคและวัคซีนป้องกันโรคร้ายต่างๆ ให้กับประเทศ ยากจนเหล่านั้น รวมถึงสนับสนุนยาและเครื่องมือรักษาโรคที่มีอยู่แล้วให้ถึงผู้ป่วยอย่างทั่วถึง

ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ให้การสนับสนุนโครงการต่อสู้โรคมาลาเรียในแอฟริกาเป็นจำนวน 35 ล้านเหรียญ ผ่าน PATH องค์กรพิชิตมาลาเรียที่มีสำนักงานใหญ่ในซีแอตเทิล โดย PATH ร่วมมือกับรัฐบาล Zambia และองค์กรอื่น จัดตั้งสมาพันธ์ควบคุมและการประเมินผลโรคมาลาเรียในแอฟริกา หรือ MACEPA (Malaria Control and Evaluation Partnership in Africa) ที่จะทำหน้าที่บันทึก ผลของการควบคุมโรคมาลาเรียในระดับชาติ จากการใช้มุ้ง ยารักษาโรค และเครื่องมืออื่นๆ ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ยังบริจาคเงินกว่า 200 ล้านเหรียญในการสนับสนุนการวิจัยวัคซีนป้องกัน โรคมาลาเรียของกลุ่ม PATH การวิจัยยารักษาโรคนี้ขนานใหม่ๆ และกระบวนการควบคุมประชากรยุง

นอกจากนั้นมูลนิธิฯ ยังให้การสนับสนุนการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยของโลก และรายการโทรทัศน์ที่ให้ความรู้แก่คนทั่วไป เพื่อให้เขามีส่วนร่วมในการบริจาคหรือเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ยากไร้ในประเทศกำลังพัฒนาพิชิตภัยโรคร้าย

เป้าหมายที่ 3 สร้างห้องสมุดให้เป็นใช้อินเทอร์เน็ตสาธารณะ ทุกคนสามารถมาใช้คอมพิวเตอร์ในการค้นคว้าหาข้อมูล พัฒนาการเรียนรู้ การสร้างสรรค์จินตนาการ นอกจากในอเมริกาแล้ว มูลนิธิฯ ยังเริ่มโครงการบริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่ ห้องสมุดในแคนาดา ชิลี และอังกฤษอีกด้วย ส่วนโครงการในเม็กซิโกคืบหน้าไปมากแล้ว และเมื่อสำเร็จก็จะใช้เป็นต้นแบบสำหรับประเทศอื่นๆ ต่อไป

เป้าหมายที่ 4 แปซิฟิก นอร์ธเวสต์ หรือเขตมลรัฐวอร์ชิงตัน ซึ่งมีเมืองซีแอตเทิล เป็นบ้านเกิดของมูลนิธิฯ และมลรัฐโอเรกอน ในพื้นที่เหล่านี้มีประชากรผู้ยากไร้อยู่จำนวนหนึ่ง ทางมูลนิธิฯ พยายามให้ความช่วยเหลือ ผ่านองค์กรอื่นๆ ในด้านต่างๆ เช่น ที่พักอาศัย และการศึกษาระดับเด็กเล็ก

เป้าหมายสุดท้ายเป็นการช่วยเหลือโครงการด้านอื่นๆ ที่สนับสนุนการเรียนรู้และสร้างโอกาสให้แก่ผู้ยากไร้ ซึ่งเน้น 3 ด้าน ด้วยกัน ได้แก่ ผลผลิตและการพัฒนาด้านการเกษตร การบริการด้านการเงิน การจัด หาน้ำ ระบบสุขาภิบาล และสุขอนามัย นอก จากนี้ยังสนับสนุนโครงการบางโครงการที่ครอบครัว Gates ให้ความสนใจเป็นพิเศษ เช่น ช่วยสร้างมหาวิทยาลัยสำหรับสตรีชาวเอเชียผู้มาจากครอบครัวที่ยากจน บริจาค 3 ล้านเหรียญช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเฮอริ เคน คาทริน่า และช่วยสนับสนุนพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ในเมาต์เทนวิว แคลิฟอร์เนีย

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างงานส่วนหนึ่งที่มูลนิธิ Bill & Melinda Gates ให้การสนับ สนุนภายใต้ความเชื่อที่ว่า ทุกอย่าง ทุกคน สามารถพัฒนา เปลี่ยนแปลง และปฏิรูปได้ โดยทุกฝ่ายต้องทุ่มทั้งแรงกายแรงใจและต้องอดทนเพราะใช้เวลานาน แต่เมื่อเวลานั้นมาถึง คนทุกคนบนโลกใบนี้ ไม่ว่า เชื้อชาติใด สีผิวใด จะมีความเท่าเทียมกันในทุกด้าน... ผู้มีให้ผู้ด้อย ผู้ด้อยไขว่คว้าพัฒนา กลายเป็น ผู้มีจากนั้นเริ่มให้ต่อๆ ไปเป็นวัฏจักร...โลก คงน่าอยู่ขึ้นไม่น้อย

Labels: